การเมือง
'ธีรยุทธ'ประสานเสียงนักวิชาการชี้เหตุไฟใต้ชูไทย รวมศูนย์ สกัดชาติพันธุ์อื่น
'ธีรยุทธ'ประสานเสียงนักวิชาการชี้เหตุไฟใต้ชูไทย รวมศูนย์ สกัดชาติพันธุ์อื่น
29 มกราคม พ.ศ. 2551 17:01:00
เวทีวิชาการชี้เหตุไฟใต้ปะทุ ต้านกระแสหลักความเป็น"ไทย" สกัดชาติพันธุ์อื่น ผู้มีอำนาจเมินแก้จริงจัง แนะร่วมสร้างความเสมอภาค ลดช่องว่างคนในพื้นที่ ทุกคนควรยอมรับความแตกต่างในอดีต
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
ที่ห้องกรุงธน โรงแรมรอยัลริเวอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม และศูนย์พัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดเวทีนโยบายสาธารณะ ครั้งที่ 5 เรื่อง "จินตนาการความเป็นไทย กับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้"
รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าถึงอดีตปัญญาชนคนไทย ช่วง พ.ศ. 2490 ได้สร้างนิยามความเป็นไทย และถ่ายทอดปลูกฝังความเป็นไทยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ในสื่อและระบบการศึกษา ส่งผลให้เกิดปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ในสังคมไทย จนนำไปสู่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ขึ้นมา
นอกจากเรื่องของชาติพันธุ์แล้ว ยังมีปัญหาจากวัฒนธรรมกระแสหลัก เช่น การรวมศูนย์อำนาจในส่วนกลาง การเน้นเรื่องการนับถือพุทธศาสนา การแบ่งชนชั้นทางสังคมที่เกิดจากการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจของผู้ปกครองไทยในอดีต รวมทั้งการปลูกฝังต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงเรื่องกฎแห่งกรรมของศาสนาพุทธ ล้วนแต่ทำให้เกิดปัญหา ทำให้ชาวมุสลิม และเชื้อชาติอื่นๆ ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมกระแสหลักที่เน้นเรื่องความเป็นไทย
รศ.สายชล กล่าวว่า ความเป็นไทยกระแสหลัก นอกจากจะก่อให้เกิดวิกฤตในภาคใต้แล้ว ยังมีส่วนทำให้เกิดความยากจน เนื่องจากกระแสหลักเห็นว่า การแบ่งชนชั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงก่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ชาวมุสลิมรวมทั้งประชาชนทั่วไป ยากจนมากขึ้น และผู้ปกครองไทยไม่สนใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ขณะที่กระแสเมตตา และการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ตามหลักพุทธศาสนาได้อ่อนพลังลงไปมากในสังคมไทย
รศ.สายชล กล่าวว่า มองว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ จะต้องเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นหลัก ควบคู่กับด้านวัฒนธรรม อาทิ ส่งเสริมประชาธิปไตย เปลี่ยนนิยามความเป็นไทยใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความอคติทางชาติพันธุ์ สลายการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง และกระจายไปสู่ท้องถิ่น ปลูกฝังในเรื่องของศาสนาพุทธ ว่าไม่ได้เหนือไปกว่าศาสนาอื่น รวมทั้งฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมชายแดนใต้ ให้มีความสำคัญเท่าเทียมกับศิลปวัฒนธรรมของส่วนกลาง
ด้าน รศ.กฤติกา อาชวนิชกุล รองผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รากเหง้าของปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ไม่ได้เกิดจากความยากจนเป็นหลัก แต่เกิดจากปัญหาเรื่องความแตกต่างที่สังคมไทยกระแสหลัก ไม่มีมุมมองความรู้ และชุดความรู้ที่แตกต่างหลากหลาย เพราะขาดความรู้ ส่งผลให้สำนึกของความเป็นมลายูของชาวมุสลิม ไม่สามารถอยู่ร่วมกับสำนึกของความเป็นไทยกระแสหลักได้ จึงก่อให้เกิดปัญหาความมาสงบตามมา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายกระทรวงศึกษาธิการ ในการให้ความรู้กับประชาชนว่า ความสำนึกทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒธรรมที่แตกต่าง ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการอยู่ร่วมกัน และไม่ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมแต่อย่างใด
นายวรวิทย์ บารู ผอ.โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ความแตกต่างและความยากจน เป็นปัญหาสำคัญของปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ แต่ไม่ใช่ความยากจนในด้านเงินทอง แต่เป็นการเข้าไม่ถึงการจัดการทรัพยากร ไม่สามารถแชร์เรื่องความเป็นมลายู วัฒนธรรม ภาษา กับสังคมไทยกระแสหลักได้ ทำให้ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในกระแสหลัก แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ที่ยอมรับความหลากหลาย โดยเฉพาะทางเชื้อชาติมากกว่า เพราะมีเพลงชาติที่เป็นภาษามลายู
นายธีรยุทธ บุญมี ผอ.สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ พหุนิยมกับพหุความเป็นไทยว่า ขณะนี้บ้านเมืองมี 2 ปัญหาใหญ่ สิ่งแรกเป็นเรื่องของการเมือง จะเห็นได้ว่าการเมืองหลังการรัฐประหาร เป็นการทำแบบกระโดดสุดขั้ว แล้วได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งสามารถที่จะทำได้ รวมถึงการให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง ผสมกับการเลือกตั้ง นัยว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาผัวเมียขึ้นมาเช่นอดีต ไม่ให้เครือญาติพี่น้องเข้าเล่นการเมืองแบบซ้ำซ้อน ไม่มีฝ่ายตรวจสอบ แต่ก็มีสิ่งที่ไม่อาจจะยอมรับได้ คือเรื่องของการที่ให้วุฒิสมาชิก ดำเนินการล้มฝ่ายบริหาร ดำเนินการยุบสภาที่มาจากการเลือกของประชาชน ถือว่าเป็นการเลือกกระทำแบบสุดขั้ว ใช้อำนาจเกินขอบเขตหน้าที่
ประการที่ 2 เรื่องความรู้สึกทางชาติพันธุ์ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่พูดถึงยากมาก เพราะมักจะทำให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางทัศนะ มีผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดุเดือดเข้มข้น ในฐานะนักวิชาการเห็นว่า ต้องมีการคิดให้ลึกให้กว้าง ไม่ทำในลักษณะสุดขั้วจนเกินไป จึ่งจะมีทางออกให้กับทุกคนในสังคม อยากให้ทุกคนได้ตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์ที่อยู่กันเป็นสังคม ควรเป็นแบบชีววิทยาอยู่กับความจริง แบบวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจลักษณะกายภาพทางสังคม ที่มีการใช้จินตนาการเข้ามาร่วม
"ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์ต้องอยู่กับความจริงทางกายภาพ วิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เช่นเดียวกับจินตนาการทางสังคม ที่ต้องอยู่กับความจริง แต่ไม่ใช่จินตนาการทางสังคมที่ผิดพลาดอย่างในอดีต อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างมันมักจะเสื่อมเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม ไปตามยุคตามสมัย การถอดรื้อจินตนาการที่ผิดพลาดเห็นว่าเป็นกระบวนการที่ต้องถอดรื้อออกมา นายธีรยุทธ กล่าว
นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ความเป็นหนึ่งเดียว หรือความหลากหลายอัตลักษ์ของส่วนร่วม มีความผันแปรไปตามยุคสมัย เช่น ในอดีตสังคมเกษตรที่ต้องการอยู่กับความแตกต่าง มากกว่าความเป็นหนึ่งเดียว เหตุการณ์ใน พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นเหมือนเรื่องคติของการขยายสังคมศักดินา หรือระบอบจักรวรรดิที่ต้องการขยายอาณานิคมไปทุกหนทุกแห่ง ซึ่ง ปัญหาตรงนี้ ทุกชาติทุกประเทศ ล้วนมีปัญหาลักษณะแบบเดียวกัน คือ ถ้าไม่ไปรุกรานก็จะถูกรุกราน ดังนั้นการเลือกสิ่งใดต้องอธิบายได้ ต้องไม่เป็นการเลือกแล้วไปอธิบายเป็นบางส่วน การเลือกควรเป็นแบบองค์รวม สามารถที่จะอธิบายได้ทั้งหมด
"เราไม่มีคำตอบที่ดีกับปัญหา ทำไมปัจจุบันความคิด อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ จึ่งมีความสำคัญก่อให้เกิดความรุนแรงตามมาอย่างมากมายในปัจจุบัน ทั้งที่ถูกผลิตขึ้นมาไม่นาน หรือถูกผลิตซ้ำเป็นบางช่วง ขณะที่สังคมที่เป็น ประชาธิปไตยกลับมีความอดทนอดกลั้นน้อยลง ไม่ยอมรับความแตกต่าง หลากหลายทางความคิดวัฒนธรรม ไปเสพกระบวนทัศน์ใหม่จากระบบโลกาภิวัตน์ แบบไม่มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ หรือทฤษฎีว่า ทำไมช่วงหนึ่งสังคมชอบให้มีมาตรฐานเป็นอย่างเดียวกัน ขณะที่บางช่วงสังคมชอบให้มีความหลากหลายเกิดขึ้นมา ผอ.สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ