เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

ทั่วไป

เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม

by วัฒนชัย มะโนมะยา @September,04 2008 00.02 ( IP : 119...130 ) | Tags : ทั่วไป

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น โครงการเด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม วันที่ 26-27 สิงหาคม 2551 ณ โรงแรมเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดโดยศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)


ก้าวแรก : แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่คุณธรรม นำสันติสุข เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น โครงการ “เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม” รายงานโดย...วัฒนชัย มะโนมะยา

(บทนำ) ไม่ว่าโลกและสังคมวันนี้จะเป็นอย่างไร เด็กที่ยากไร้ต้องได้รับการดูแล เด็กที่ดีอยู่แล้วต้องได้รับการส่งเสริมให้ดียิ่งๆขึ้นไป เราไม่ได้ฝากอนาคตไว้กับพวกเขา แต่อนาคตอยู่ในกำมือของเราในวันนี้ วันที่โลกและสังคมผันเปลี่ยนไป สับสนวุ่นวาย และรบราฆ่าฟัน กลับมาที่หน้าที่การงานของเรา ขอเพียงแต่งแต้มผ้าผืนน้อยให้งดงามหลากสีสัน บางทีเราจำต้องแบ่งปันวัสดุอุปกรณ์ในการวาดเขียน ช่วยกันปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา สร้างอาคารบ้านเรือนให้พักพิงอิงอาศัย ให้ทุนรอนยังชีพใช้สอย แต่ที่น่าชมเชยที่สุด ก็คือความรักความเอ็นดูที่มีต่อเด็กๆ อาจบอกเล่าเป็นคำพูดได้ไม่หมด หากแต่ลึกๆในความผูกพันนั้นเราเห็นสันติภาพภราดรภาพฉายฉานอยู่ในแววตา อย่างน้อยที่สุดการดูแลเด็กก็เปรียบเสมือนการช่วยกันดูแลโลกใบนี้ ด้วยความรัก การจะทำให้โลกหรือสังคมนี้มีสันติภาพภราดรภาพได้ บางทีมือข้างหนึ่งจำต้องแก้ปัญหาไป ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งก็ต้องสร้างโลกใบนี้ไปพร้อมกัน ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เล็งเห็นในภารกิจส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมสนับสนุนด้านต่างๆให้เกิดขึ้น : ก้าวแรก โดยการนำครูผู้ดูแลเด็กในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม”

(ล้อมกรอบ 1 ) วัตถุประสงค์ เจตจำนง และพันธกิจ ภารกิจส่วนหนึ่งของโครงการ “เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม”ก็คือความคิดคาดมาดหวังในการแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามจังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหาเรื่องความไม่สงบในพื้นที่ที่ฝังรากลึกมาสืบเนื่องยาวนาน บนรากฐานของความคิดความเชื่อที่ขัดแย้งแบ่งขั้ว ก่อเกิดเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนทวีความรุนแรงตามเหตุปัจจัยและเงื่อนไขตลอดมา การแก้ไขปัญหาข้างต้นจำต้องทำควบคู่ไปพร้อมๆกับการเสริมสร้างพัฒนารอบด้านทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และทิศทางในการแก้ไขปัญหาก็จำต้องเป็นองค์รวมที่ก่อเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วน ดังแนวพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”
ในส่วนของโครงการ “เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม” มีวัตุถุประสงค์เพื่อให้เด็กปฐมวัยในจังหวัดชายแดนใต้ มีการเจริญเติบโตสมวัย พัฒนาการสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อารมณ์ และสังคม รวมทั้งการเสริมสร้างกระบวนคิด รับรู้เรื่องความเป็นพลเมืองไทย ความรักและหวงแหนในแผ่นดินถิ่นเกิด รวมทั้งการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาไทย มีคุณธรรมจริยธรรม และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมที่หลากหลายทางวัฒนธรรม การดำเนินงานโครงการดังกล่าวจะมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาเด็กในทุกระดับ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อน โดยผนึกกำลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านพัฒนาชุมชน และสาธารณสุข ดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็ก และคณะกรรมการศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งจะมีการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่ไม่ผ่านเกณฑ์ให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ให้เป็นศูนย์พัฒนาเด็กตัวอย่าง การเฝ้าระวังพัฒนาการและภาวะโภชนาการในเด็ก รวมทั้งการให้การเรียนรู้ในด้านต่างๆที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่และแก้ไขผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยจะมีการบูรณาการร่วมกันทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำมัสยิด วัด และที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่โครงการต่างๆที่สามารถรองรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย ตามความสนใจและศักยภาพของแต่ละบุคคล จนถึงระดับอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างงานที่หลากหลายไว้รองรับตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

(ข้อมูลวัตถุประสงค์เจตจำนงและพันธกิจ เรียบเรียงจาก : www.thaimuslim.com )


(ล้อมกรอบ 2 ) เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น โครงการ “เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม” ณ โรงแรมเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดโดยศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารส่วนจังหวัด (ศอ.บจ.) ระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2551
แบ่งงานเป็น 2 ภาคส่วน คือส่วนนิทรรศการแสดงผลงานของกลุ่มครูผู้ดูแลเด็ก (ผดด.) ซึ่งจะมีทั้ง 2 วัน กับส่วนเวทีสัมมนาและอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามกำหนดการในแต่ละวัน วันแรก 26 สิงหาคม
เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มครูผู้ดูแลเด็กดีเด่น ประจำปี 2550 และปี 2551 ของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งสิ้น 44 อำเภอ ร่วมด้วยตัวแทนครูจากศูนย์มัสยิด (ศดม.) รวมทั้งจังหวัดตรัง พัทลุงและสงขลา อีกบางส่วน ส่วนในวันที่ 2 กลุ่มผู้ดูแลเด็ก จากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งจังหวัด เช่นเทศบาล อบต. สาธารณสุข ชมรมผู้ดูแลเด็กแต่ละจังหวัด ฯลฯ มาร่วมฟังวิทยากรบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขอนามัยและโภชนการในการดูแลเด็ก และบทบาทของผู้นำองค์กรในการเสริมสร้างสันติสุข


อาจารย์ถนอมจิตร์ พัฒน์ศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 12 จังหวัดยะลา กล่าวต้อนรับและมอบวุฒิบัตรให้แก่ครูดีเด่น กล่าวว่าในวันนี้ให้ผู้ดูแลเด็กมาแสดงผลงานที่ภาคภูมิใจ พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันโดยให้เพื่อนครูด้วยกันได้ดูว่าดีอย่างไร แล้วนำแนวคิดที่ได้ไปปฏิบัติกับศูนย์ตัวเอง  โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 วัน คือการแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับจัดนิทรรศการ และจะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปถอดบทเรียนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อไป
โดยมีคุณพัณนี ขันติกาโร นักวิชาการสาธารณสุข ฝ่ายเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสงขลา มาร่วมสรุปประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นพิธีกรดำเนินรายการ


“เรื่องเล่าชาวผดด.”

26 สิงหาคม 2551 หลังกรอกแบบสอบถามและพูดคุยกัน ครูดีเด่น ครูจากศูนย์มัสยิดและชมรมผู้ดูแลเด็กบางส่วน (ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม) แต่ละกลุ่มจังหวัดก็เลือกตัวแทนออกมาบอกเล่าเรื่องราว สิ่งที่น่ายินดีในวันนี้ก็คือ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มยังมีอยู่ ความมุ่งมั่นตั้งใจจริง บอกเล่าถึงปัญหาอุปสรรคและสิ่งที่พวกเขาก้าวเดินมาแล้ว
ทำให้นึกไปถึงภาพเหล่านั้น

สมัยนั้นครูหลายคนเริ่มจากการสอนการเลี้ยงดูที่ใต้ถุนบ้าน ศาลาริมคลอง แหละห้องเรียนซอมซ่อไม่มีหลังคา เป็นทั้งผู้จัดการและภารโรงไปพร้อมสรรพ ด้วยค่าตอบแทนเดือนละ 300 บาท บ้างเรียกเก็บจากผู้ปกครองเด็กวันละ 3 บาท อาหารการกิน ความเป็นอยู่อัตคัดขัดเคือง กว่าจะได้ห้องเรียนมาสักห้อง อาคารเรียนมาสักหลัง ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ปกครองบางคนเมื่อเห็นสภาพศูนย์ในมัสยิดก็บอกว่า
“ไม่เรียนแล้ว อยู่เหมือนโรงเลี้ยงแพะ” ขณะที่ครูอีกคนเริ่มต้นด้วยคำถามแรกจากคนรอบข้างว่า
“เรียนก็สูง ทำไมจบออกมาทำงานล้างขี้ล้างเยี่ยวเด็ก”
แต่ละคนมีสิ่งที่ทำให้ท้อแท้ และหยัดยืนแตกต่างกันไป
บางคนอายุ (งาน) ร่วม 30 ปี มีเรื่องราวประสบการณ์อันหลากหลายมาเล่าให้ฟัง ขณะบางคนเพียงแค่เริ่มต้นในปีที่ 2 พบว่าแรงบันดาลใจ เกิดจาก...ครูในดวงใจ และครูที่ไม่พึงปรารถนา แต่โดยส่วนใหญ่เรียนกศน.จบมัธยม ปกศ. กศ.บป บ้างก็จบเอกพละ แล้วค่อยๆขวนขวายเรียนรู้ศึกษาต่อด้วยตนเอง จนจบปริญญาตรี จนได้เป็นครูดีเด่นมากมายถึงห้าหกปี มีบ้างบางคนที่เรียนมาทางสายนี้โดยตรง และรับราชการ ได้อุทิศเวลาอบรมสั่งสอน ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็กและรักเสมือนลูกหลานอย่างไม่ทดท้อเหน็ดเหนื่อย ภาพของ “ลูกสาวกำนัน”ที่เคยเกเรเอาเรื่อง ผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตจนมาเป็นครูดีเด่นหลายปีซ้อนในวันนี้ เป็นคณะกรรมการจัดทำมาตรฐานการเรียนการสอน เป็นหัวหอกในการร้องเรียนเรื่องสิทธิต่างๆของผู้ดูแลเด็ก เธอ...ไม่ถนัดใช้งบอบจ. ,อบต. แต่ใช้งบกอ.(กูเอง) มาตลอด เนื่องจากที่บ้านเป็นคนมีฐานะ...ยากจน เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจ (และเรียกเสียงหัวเราะ)ให้ใครต่อใครหลายคน ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้บอกเล่าประสบการณ์กัน “นามสกุลรอซะนะ, รอดียะ, ปาตีเมาะ, ดอเลาะ, เจ๊ะมะ ในวันนี้คือภาพของครู-นักวิชาการ ไม่ใช่โจรใต้...คนเราไม่ควรตัดสินกันที่ชื่อ...ขณะที่ในขณะนี้มีภาพของความแบ่งแยกแตกกัน แต่ฉันกำลังจะปรองดองกับไทยพุทธ...” ยังมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ถ่ายสะท้อนความคิดและความหวังร่วมกัน ขณะภาพที่ครูคนหนึ่ง “ขี่ม้า”เข้าไปสำรวจเด็กในหมู่บ้านทุรกันดาร ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา ญิฮาบ หลากสีสัน ทำให้หวนนึกไปถึงอีกซีกส่วนของสังคมที่เราไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา พวกเขาอยู่กับเด็ก ดูแลเด็ก และมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง...

(ล้อมกรอบ 3) หลากเรื่อง หลายราว ชาวผดด.ดด! (ผู้ดูแลเด็กดีเด่น)

นางอาตีก๊ะ ล่าเม๊าะ ผดด.หรือผู้ดูแลเด็กคนแรก จากศูนย์มัสยิดนูรุลาอมารี วังหาร ต.ท่าหมอไทร อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นผู้บุกเบิกและดูแลเด็กมาตั้งแต่ปี 2538 บอกว่า การเรียนการสอนในตอนนั้นเริ่มตั้งแต่นั่งเรียนกันใต้ถุนบ้าน ดุแลเด็ก 35 คน ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดการและภารโรงเสร็จ
“จบมาก็สูง ปริญญาตรี ไม่น่ามาทำงานล้างขี้เด็ก ฝังใจ แล้วทำสิ่งนั้นให้ดี” คนที่บอกว่านั่นคือแรงผลักดันหนึ่ง ณ วันนี้ สิ่งที่ทำให้มีวันนี้คือมีใจรักในอาชีพ โดยเห็นว่าลูกหลานเด็กๆในหมู่บ้านไม่มีใครดูแล พ่อแม่ผู้ปกครองต้องฝากไว้กับคนเฒ่าคนแก่
“...เมื่อมีการอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์เด็กประจำมัสยิดขึ้น ดิฉันจึงอาสาเข้ามารับภาระหน้าที่ ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มาทำงานรับใช้บ้านเกิด และได้ดูแลบุตรหลาน ถึงแม้บางครั้งจะถูกมองอย่างดูถูกว่า ทำงานล้างขี้เด็ก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและแรงศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ทำให้ดิฉันต่อสู้และยืนหยัดมาได้ จนปัจจุบันนี้ทุกคนให้การยอมรับในตัวผู้ดูแลเด็กคนนี้แล้ว”
นี่คือส่วนหนึ่งที่เธอบันทึกไว้ในแบบสอบถาม
ปัจจุบันเธอได้เป็นผู้จัดทำแผนการสอนฉบับแรกของชมรมผู้ดูแลเด็กอำเภอจะนะจนสำเร็จ ในปีการศึกษา 2546 และเป็นประธานชมรมผู้ดูแลเด็กอำเภอจะนะ 3 สมัยซ้อน “รู้สึกภาคภูมิใจ  เหมือนการสร้างสรรค์ระบายผ้าขาว ละเลงสี สวยงาม จากรุ่นสู่รุ่น ...วันนี้คิดอยู่เสมอว่าเราเป็นเสมือนผู้หนึ่งที่กุมชะตาชีวิตของลูกหลานเอาไว้”


รัตนา หวังกุหลำ
ผู้ดูแลเด็กดีเด่น ปี 2551จากศูนย์บ้านควนโต๊ะเหลง อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งเป็นศูนย์ดีเด่นติดต่อกันหลายปี บอกว่า
เด็กจะอยู่กับเรามากกว่าที่บ้าน ให้เอาใจใส่เด็กจริงๆ ไม่ใช่เพียงมาโรงเรียน รับเข้าศูนย์ ถึงเวลาทานข้าวทาน หลับ กลับ ให้คิดว่าศูนย์เด็กคือบ้านหลังที่สอง บ้านของนักเรียน บ้านของลูกๆ เราเป็นแม่นักเรียนเป็นลูก ต้องเอาใจใส่ดูแล ทั้งในและนอกอาคาร
“สิ่งที่จะต้องดูแลอีกอย่าง คือตัวของเราเอง มองที่ตัวเราเองด้วยว่า พร้อมที่ทำงานนี้หรือไม่ ต้องทำงานด้วยใจ ไม่ใช่แค่เงินเดือน อุทิศเวลาการทำงานของเราให้คิดว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง คือเวลาทำงาน อีกอย่างเพื่อนร่วมงาน คนรอบข้าง คณะกรรมการศูนย์ อบต. ต้องเข้าหาทุกฝ่าย ต้องการอะไร ขวนขวายไปหาจะได้สมหวัง อีกอย่างผดด.เองต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก การพูดจา พูดคุยกับเด็กดีๆ จะเป็นแบบอย่าง อยากให้เด็กเป็นอย่างไรต้องเริ่มที่เรา เมื่อเราทำงานสุดท้ายรางวัลจะตามมาเอง”

เจ๊ะฮาฟเซาะ เจะอาแว
ประธานชมรมผู้ดูแลเด็กจังหวัดปัตตานี
ผ่านการเป็นทำงานอยู่กับศูนย์เด็กอย่างโชกโชนหลายที่หลายแห่งมาหลายขวบปีตั้งแต่ปี 2534 มีความสามารถด้านคหกรรม และงานฝีมือตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันเป็นครูอยู่โรงเรียนยะหริ่ง ทำงานสังกัดอบจ. ออกพื้นที่เป็นวิทยากรให้ความรู้กับศูนย์เด็กตั้งแต่ปี 2534
อธิบายถึงภาระหน้าที่และบทบาทของชมรมว่า... “เป็นเสมือนบ้านที่ให้ความรู้ ที่พร้อมจะพัฒนาทั้งทางด้านอารมณ์ สังคม และศาสนา สีขาวเปรียบเสมือนความบริสุทธิ์ของเด็ก สีชมพูก็คือความฝันที่รอคอย ปืนใหญ่พญาตานีคือสัญลักษณ์ที่รวมใจชาวพี่น้องปัตตานีเป็นหนึ่งเดียว เพื่อรวมพลังสร้างอนาคตให้กับเด็กไทย จากความรักความสามัคคีของผู้ดูแลเด็กทุกคน”

ป้าเอ๋ - สงบ เอี่ยมอำพร
ทำงานอยู่ในศูนย์เด็กในค่ายอิงคยุทธบริหาร ปัตตานี มาตั้งแต่เงินเดือน 200 บาทเมื่อปี 2531 เคยนึกท้อเหนื่อย แต่เมื่อนึกถึงหน้าตาอันใสซื่อของเด็กก็ทำให้มีกำลังใจ ป้าเอ๋บอกว่าการทำงานส่วนนี้ต้องมีความรัก เมตตาต่อเด็ก ตลอดถึงผู้ปกครองต้องช่วยกันอบรมสั่งสอนเด็กให้รู้รักสามัคคี รู้จักการช่วยเหลือแบ่งปัน
การทำงานในศูนย์นั้นใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพ อบรมให้เด็กรู้จักคุณธรรมจริยธรรม และการพูดจาสุภาพเรียบร้อย สะดุดตรงที่ผวจ.เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเด็กสามจังหวัดไม่รู้จักการขอบคุณ การไหว้ จึงยึดสิ่งนั้นมาสอน
“ผู้ปกครองสะท้อน ลูกทำผิด ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมให้เขียนมาทุกเช้า หยิบสมุดมาตั้งบนโต๊ะ เด็กมีระเบียบ รับผิดชอบจะอ่านจนจบ เด็กทำผิดตักเตือน เด็กทำดีชม ปรบมือ ...เราควรจะเข้าให้ถึงใจของเด็กเด็กซึ่งเปรียบเหมือน “ต้นกล้า” ต้องรดน้ำ พรวนดิน ดูแลให้เจริญเติบโต ฝากผดด.เน้นคุณธรรม จริยธรรม อย่าให้เด็กเห็นแต่ความเลวร้าย มาร่วมสร้างชาติให้กับเด็กไทยกันดีกว่า”


ยินดี รอดพิรุณ ผู้ดูแลเด็กดีเด่น และศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ระดับดีมากปี 2548 และปี 2550 จากบ้านโคกสูง ค่ายอภัยบริรักษ์ อ.เมือง จ.สตูล บอกว่าสมรสแล้ว (มีสามีรับราชการอยู่ที่ปัตตานี ฝากดูแลด้วย)
จำได้ละเอียดถึงขั้นว่าเริ่มงานวันแรกเมื่อ 15 พฤษภาคม 2526 มีความสามารถเป็นพิธีกรและเป็นนักกีฬา เพราะจบปกศ.เอกพละ ถล่มตัวว่าความรู้ไม่มาก เมื่อมีคนมาชักชวนให้เปิดศูนย์ ในค่ายทหาร ให้กับเด็กที่ตัวเล็กเข้าโรงเรียนไม่ได้ จึงได้ลงทุนเรียนต่ออีกสองปีครึ่งจบเอกประถม บอกว่าเมื่อก่อนคนมองดูถูก ได้เงินเดือนสามร้อย ไต่เต้ามาจนถึงหกร้อย กระนั้นหกเดือนถึงได้เบิกครั้ง จนถึงได้พันสองพันสาม เปรียบเทียบกับคนเข้าหลังๆมาถึงห้าพันกว่า รับตำแหน่งครู สมัครแปดสิบ เอาหนึ่งคน ช่วงแรกไม่มีใคร หลีกเลี่ยง ช่วงหลังเห็นสำคัญ กระทั่งได้ศูนย์ระดับดีมาก สามปีซ้อน ปัจจุบันครู 3 คนช่วยกันดูแลเด็ก 60 คน
“ให้ความรักโดยกอดสัมผัส น้ำมูกน้ำตา กอดจูบเช็ดให้จริงๆ ทำอย่างไรปฏิบัติอย่างนั้น รักเด็กยังไงก็ยังงั้น กับผู้ปกครองอย่างไรก็อย่างนั้น ให้ความสนิทสนม ถามทุกข์สุข ให้คำปรึกษาแนะนำ ผู้ปกครองเห็น เอาเด็กมาฝาก เขาจะไม่ไปไหน” วิธีการเรียนการสอน วิธีแก้เด็กๆชอบกินขนมกรุบกรอบ ที่อื่นแก้ได้ยังไงไม่รู้ ยินดีบอกว่าที่นี่แก้ได้ 100เปอร์เซ็นต์ “เลย์ โปเตโต้ ฉีกซองให้ดู จุดไฟเผา ควันโขมง กลิ่น สีดำ ต้องตัดไฟแต่ต้นลม เชิญสหกรณ์โคนมมาร่วมรณรงค์ให้เด็กกินนมนอกจากนี้ทุกๆวันศุกร์จะเชิญผู้ปกครองมาร่วมเล่านิทาน”

กฤษณา ใจแข็ง 31 ปี คืออายุ-งาน บอกว่าอายุจริงคงถือว่าเป็นยายเป็นทวดไปแล้ว แต่กระนั้นก็ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าใครๆก็เรียกตัวเองว่า “สาว” เพราะเป็นชื่อเล่น เข้าทำงานกับศูนย์เด็กบ้านดอนไทร ต.ปากคม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ตั้งแต่จบป.7
กลางวันก็อยู่กับเด็ก แล้วเรียนต่อภาคค่ำไปพลางจนจบม.3 ขวนขวายศึกษาหาความรู้มาจนจบปริญญาตรี 2 ใบ และกำลังเรียนปริญญาโท
แถมมีความสามารถพิเศษ แหลง(พูด)ใต้ออกกรงเต้บ(กรุงเทพ)ได้อย่าง “ชับเปรี๊ยะ” เล่าให้ฟังว่าการทำงานเริ่มตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย แม้แต่อาคารเรียน ก็ “พลอย”หรืออาศัยเพื่อน โรงเรียนไม่ว่างก็ “พลอย”วัด จนทางศูนย์ทนไม่ไหว(ไม่รู้ประชดหรือเปล่า)เลยทำอาคารให้หนึ่งหลัง มุงจาก ฟากไม้ไผ่ ปูเสื่อ ฝนตกฟ้าร้องต้องพาเด็กไปหลบกันจ้าละหวั่น
จนล่วงเข้าปี 2522 ถึงได้มีอาคารของหมู่บ้านเป็นปูนกะเขา โดยเขาให้มาใช้ จนปัจจุบันศูนย์มีอาคาร 3 หลัง มีเด็ก 6 ห้อง 139 คน ครู 7 คน และสาวเองได้ครูดีเด่นระดับดี-ดีมาก และศูนย์ดีเด่นอีกหลายใบหลายปีซ้อน “ได้ดีเพราะว่าครูร่วมจัดกิจกรรม ไม่ใช่มาจากงบหลวง มาจากผู้ปกครองเลี้ยงน้ำชา ทอดผ้าป่าบ้าง กีฬาสัมพันธ์ จ่ายเงินบริจาคหาเงินไปในตัว บริจาคพัฒนาศูนย์ ตอนนี้เป็นศูนย์มาตรฐานดีมาก 3 ปีซ้อน เขต 12 ยะลา” ฟังเล่าเรื่องและอ่านในแบบสอบแล้ว เชื่อแล้วว่าที่ได้ครูดีเด่นมาถึง 5 ครั้ง รวมทั้งปีล่าสุดนั้นมาจากจากผลงานล้วนๆ ไม่ใช่ได้มา “เปลาๆ” จริงๆ


ดารูนะ ดอเลาะ
จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ปัจจุบันทำงานเป็นลูกจ้างประจำอบจ. อีกตำแหน่ง และกำลังศึกษาต่อปริญญาโทเอกปฐมวัย บอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เส้นทางแห่งดวงดาวไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ,ฉันใด เส้นทางการทำงาน 17 ปี ของดารูนะก็ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามมา,ฉันนั้น เป็น “ลูกสาวกำนัน” เพราะบอกว่าพ่อเป็นกำนัน เห็นแววแล้วว่าลูกสาวคนนี้มีพลังแฝงสูง ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือเป็นเด็กเก-เร เอาเรื่อง ขณะเดียวกันก็มีความคิดเป็นขบถ-สวนกระแสในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนั้นขืนให้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯก็เป็นห่วงเป็นใย
ดารูนะเล่าว่าเมื่อพ่อเห็นแววเช่นนั้น ประกอบกับคิดจะตั้งศูนย์เด็กเลยให้งานตนไปทำคือการลงสำรวจเด็กศูนย์ถึงห้าปีในหมู่บ้าน แล้วจัดโซนตั้งศูนย์ชั่วคราวขึ้นที่บ้าน
“ปีแรกๆค่าตอบแทนสามสี่ร้อยบาท บางครั้งก็เก็บเด็กคนละสามบาท เรียกว่าที่ทำมาตลอดไม่เคยใช้งบอบต.อบจ.อะไรทั้งสิ้น แต่ใช้งบกอ.(กูเอง)มาตลอด” กระทั่งปัจจุบันได้รับรางวัลศูนย์ดีเด่นหลายระดับ มีผลงานได้รับเลือกเป็นครูผู้ดูแลเด็กดีเด่นปี 2551 และได้รับการคัดเลือกเป็นคณะทำงานจัดทำแผนการศึกษาของกรมส่งเสริม ฯลฯ และได้ทำโครงการ เสนอพระเทพฯ สร้างศูนย์เด็กที่นราธิวาสซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 16 ศูนย์
เพราะเห็นว่ามีเด็กเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่พูดภาษาไทยได้ เธอจึงทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องทำอย่างไรถึงจะให้เด็กพูดภาษาไทยได้ โดยใช้เพลงเป็นสื่อในการสอน และบอกว่าคุณสมบัติที่สำคัญของผดด.อีกอย่างก็คือต้องเป็นนักร้องได้ด้วย (เนื้อเพลงทะเลแสนงาม) นอกจากนี้ยังเป็นผู้เรียกร้องสิทธิต่างๆของผู้ดูแลเด็กมาโดยตลอดจนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของหน่วยงานกรมกอง (กระทั่งได้รับฉายา “ไอ้แว่นจอมร้องเรียน”มาอีกแล้ว ) “ชื่อสกุลพ้องโจรใต้ก็เยอะ วันนี้ได้วิชาการ รอซะนะ รอดียะ ปาตีเมาะ ดอเลาะ ไม่ใช่โจรใต้ แนวร่วมประกาศศักดา เป็นนักวิชาการก็ได้ อย่าวัดคนที่ชื่อกับนามสกุล” ผู้ดูแลเด็ก “ลูกสาวกำนัน”คนนี้บอกว่าปัจจุบันมีความเป็นไปได้ที่ผู้ดูแลเด็กจะมีแนวโน้มการพัฒนาบุคลากรเป็น “ข้าราชการ” อย่างไรก็ตามเธอบอกว่าแต่สำหรับแนวทางการใช้ชีวิตจะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง


คอรีเยาะ ดือราแม
จากศูนย์บาโงยและเตาะ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
เมื่อต้องไปสำรวจเด็กในท้องที่บางแห่ง ไม่มีรถ ต้องขี่จักรยาน และบางหนบางทีต้อง “ขี่ม้า” เพราะพื้นที่เต็มไปด้วยหุบเขาป่ารกชัฏและทุรกันดาร พบเด็กเป็นอยู่กันแบบอัตคัดขัดเคือง เป็นกลากเป็นเกลื้อนเต็มตัวเพราะสุขอนามัยไม่สามารถเข้าถึง เมื่อได้นำเรื่องไปพูดคุยกับสาธารณสุขและจัดตั้งศูนย์เด็กขึ้น “ค่าตอบแทนห้าสิบบาท ห้ผู้ปกครองมาส่งตอนนั้น เลี้ยงใต้ถุน ไม่มีศูนย์ไม่มีศาลา ป๊ะเป็นโต๊ะอีหม่าม เด็กยี่สิบคน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงเดือนละสามครั้ง ให้ผู้ปกครองดูความต่าง กินอาหาร กินผักเป็น (จากที่กินแต่ปลาแห้ง)”
ผดด.ผู้เริ่มต้นประสบการณ์ชีวิตด้วยการขี่ม้าไปสำรวจเด็ก เล่าว่าต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ให้งบมา 2000 บาทเพื่อสร้าง “ศาลาประชาธิปไตย”ซึ่งก็จะดีกว่าอยู่ใต้ถุนบ้าน ช่วยคนละไม้ละมือ หากระเบื้อง สังกะสี เลื่อยไม้ ทำซุปไก่ซุปปลาเลี้ยง อยู่มา 4-5 ปี เจ้าหน้าที่พัฒนาจังหวัดไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ เด็กๆหลบฟ้าฝนกันอยู่ขณะเรียนหนังสือ จึงให้งบเพิ่มเติมมา ต่อมาก็ได้งบจากสส.บ้าง ทำอาคารใหม่ปี 2536 กระทั่งปัจจุบันมีเด็ก 130 คน ผดด. 3 คน จนปัจจุบันได้เป็นผดด.ดีเด่นในปี 2550 รางวัลอื่นๆอีกหลายรางวัล เช่นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านดีเด่น สตรีดีเด่น ไทยอาสาป้องกันชาติดีเด่น อสม.ดีเด่น ฯลฯ จากการทำงานมา 21 ปี
และบางทีนี่อาจเป็น “อัศวินผู้ขี่ม้าขาว”มาช่วยชาติอย่างแท้จริง

ประภา เสมสัน
ศดม.จากมัสยิดบ้านเกาะยะระโตดใหญ่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ออกตัวว่าเป็นครูธรรมดา อายุงาน 2 ปี จบปริญญาตรีปฐมวัย สะท้อนแง่มุมในการเข้ามาเป็นศดม.ว่า “เจอครูในดวงใจ และครูที่ไม่พึงปรารถนา” ตัวเองต้องเป็นครู และต้องเป็นครูที่บ้าน เธอเขียนเล่าว่า “เกาะสาหร่ายเป็นเกาะเล็กๆที่อยู่ห่างไกล จากความเจริญ และบุคลากรส่วนใหญ่ที่มาทำหน้าที่ครู ไม่ใช่คนในพื้นที่เลย จึงเกิดความตั้งใจและมุ่งมั่นว่าถ้ามีโอกาสได้ศึกษาต่อ จะกลับมาเป็นครูสอนเด็กเล็กๆที่บานเกิดของตัวเอง”
แต่การทำหน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารสถานที่ซึ่งต้องอาศัยอาคารมัสยิด ต้องใช้ห้องน้ำส้วมเขาให้ ปัจจุบันศดม.ถ่ายโอนให้อบต. “ไม่เรียนแล้วอยู่เหมือนโรงเลี้ยงแพ” นั่นคือเสียงสะท้อนหนึ่งที่สร้างความรู้สึกท้ออยู่ลึกๆ ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้สู้ ตอนนั้นงบมัสยิดไม่มี เนื่องจากอบต.บอกว่ามัสยิดไม่มีการถ่ายโอน
ช่วงที่มูลนิธิชัยพัฒนาไปสร้างสิ่งแวดล้อม ได้เห็นความลำบากยากแค้นของเรื่องสถานที่จึงอนุมัติงบประมาณผ่านเลขาธิการของมูลนิธิสมเด็จพระเทพฯมาให้สร้างศูนย์แห่งใหม่
ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มใจให้กับครูธรรมดาคนหนึ่ง และเป็นแรงใจให้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กพัฒนาศูนย์จนกระทั่งได้เป็นศูนย์ระดับดีปี 2549
“เรื่องการสอนจะให้ครูเน้นเรื่องศาสนา เน้นคุณธรรม จริยธรรม แต่อยู่ในไทย ต้องรักษาเอกลักษณ์ เด็กที่นี่ต้องพูดอาหรับ ท่องดูอาได้ แต่เราต้องไม่ทิ้งความเป็นไทย”

ศริญญา รักษ์สายธาร
ศดม.จากบ้านป่าระไม ต.ขุนตัดหวาย อ.จะนะ จ.สงขลา เรียนจบโดยตรงมาทางเอกปฐมศึกษา เริ่มงานเป็นรุ่นบุกเบิกของจังหวัดสงขลาเป็นศดม.คนแรกของศูนย์ป่าระไม ตั้งแต่ปี 2538 โดยจัดเลี้ยงน้ำชาหาเงินมาสร้างศูนย์ ทำงานช่วยเหลือด้านต่างๆ เป็นผู้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาของชมรมผู้ดุแลเด็กอำเภอจะนะ กระทั่งมาเป็นวิทยากรแกนนำ เป็นรองประธานชมรมรับผิดชอบฝ่ายวิชาการ ปัจจุบันมีผู้ดูแลเด็ก 4 คน เด็ก 95 คน
ศดม.รุ่นบุกเบิกแห่งบ้านป่าระไมบอกสั้นๆกระชับชัดว่า “อยากเห็นเด็กในชุมชนได้รับการอบรมเลี้ยงดู เมื่อจบปริญญาตรีแล้วจะกลับมาพัฒนาเด็กในชุมชนของเรา”

ดอลีเย๊าะ ยูน์
ศดม.บ้านบากง ต.ตาลียร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ดูแลเด็กดีเด่นปี 2550 รองประธานชมรมผู้ดูแลเด็ก อ.ยะหริ่ง และคณะกรรมการในการประเมินศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ ระดับอำเภอ เริ่มเป็นผดด.ตั้งแต่เรียนโรงเรียนปอเนาะในปี 2539
“เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ต้องออกจากบ้านมาทำงาน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง เพราะหน้าที่ของเราคือช่วยคือดูแลเด็กให้ดีที่สุด อยากเห็นภาพเด็กๆมีคุณธรรมจริยธรรมและมีความสุข ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาศูนย์”

รอกีเย๊าะ อูเซ็งดอเลาะ
ศดม.ดารูลอูลา ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา คนสุดท้าย(แต่ไม่ได้ท้ายสุด) บอกว่าที่เตรียมมาคนอื่นพูดไปหมดแล้ว และพูดได้ดีแล้ว  อยากจะฝากไว้ว่าขณะที่บ้านเมืองกำลังแบ่งแยกกัน ตนนั้นอยากให้มีแต่ความปรองดอง ไม่ว่าไทยพุทธหรือมุสลิม เพราะคนเรานั้นไม่สำคัญว่าเป็นใคร มาจากไหน อย่างไร แต่สำคัญว่ามีความรักให้ต่อกันแค่ไหนมากกว่า “ต้องการอยากจะเห็นเด็กมีคุณธรมและมีสมองดี มีอนาคตที่ดีและมีการศึกษาทุกคน ที่สำคัญไม่อยากเห็นเด็กถูกปล่อยปละละเลย พ่อแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่แก่ลูกๆ เด็กจึงขาดความอบอุ่น ทำให้เด็กมีปมด้อย เด็กจะได้ไม่รู้สึกว่าอยู่ในโลกนี้คนเดียว อย่างน้อยเด็กก็จะได้รู้ว่ายังมีครูที่คอยดูแลและเอาใจใส่เด็กอยู่ นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เราตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด”

อนันต์ อาแวกาแฉะ
ศดม.อิสละบ้านลุโป๊มง ต.ปาเสมัส อ.สุไหง-โกลก จ.นราธวาส หนึ่งเดียวของ “ดาวล้อมเดือน”ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการ “เด็กใต้สมองดี มีคุณธรรม”ในวันนี้บอกว่าแม้ค่าตอบแทนของผู้ดูแลเด็กในปัจจุบันจะสูงกว่าในอดีต แต่การทำงานต้องรับภาระหนักกว่าดเดิม ถือว่าทุกคนที่มาทำงานตรงนี้ด้วยใจรักเป็นที่ตั้ง เป็นสิ่งที่น่ายกย่องชมเชย และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน “เหตการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้มีผลกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดูแลเด็ก ออกไปทำงานพะวงหน้าพะวงหลัง เมือเกิดเหตุการณ์ ก็ไม่กล้าออกไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้ามัวกลัวกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ต้องทำมาหากิน แต่ผู้ดุแลเด็กไม่กลัว เพราะหน้าที่ของพวกเราคือดูแลเด็กของเรา” เพราะหน้าที่ของพวกเราคือผู้ดูแลเด็กของเรา!


มาถึงวันนี้ครูผู้ดูแลเด็กที่นี่ไม่ว่าจะไทยพุทธหรือมุสลิม ส่วนหนึ่ง ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางเสียงระเบิดและควันปืนที่มีอยู่รอบราย ในชีวิตประจำวัน
ในท้ายแบบสอบถามว่า เหตุการณ์ชายแดนใต้มีผลในการปฏิบัติงานของท่านอย่างไร ?ศดม.จากอิสละบ้านโป๊ะมง สุไหง-โกลก บอกว่า
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้มีผลกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดูแลเด็ก ออกไปทำงานพะวงหน้าพะวงหลัง เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ไม่กล้าออกไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้ามัวกลัวกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ต้องทำมาหากิน แต่ผู้ดูแลเด็กไม่กลัวเพราะหน้าที่ของพวกเราต้องดูแลเด็กของพวกเรา” ผดด.จากบ้านทอน นราธิวาส เขียนไว้กระชับชัด 2 ข้อ
“หนึ่ง ทำให้ตั้งใจทำงานมากขึ้น เพราะคนนอกพื้นที่ไม่มีใครเข้ามาทำงานแล้ว
สอง ทำให้ผู้ดูแลเด็กในพื้นที่รักกันมากขึ้น ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น” แต่อุปสรรคปัญหาละเอียดอ่อนรอบด้านกว่านั้น และมีบางสิ่งที่น่ายกย่องชมเชยไม่น้อยไปกว่ากัน และน่าดีใจที่วันนี้หลายๆฝ่ายได้ร่วมร้อยใจเป็นหนึ่งเดียว... พ่อแม่ผู้ปกครองกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์กลัวว่าเด็กจะพูด “ยาวี”ไม่ได้ หากเรียนเขาต้องเรียนภาษาไทย การเขียนภาษา “อาหรับ”หรือ “อูรดู”ได้ กับการทำ “ดูอา”เป็น คือการรักษาอัตลักษณ์ทางด้านภาษาและวัฒนธรรมประเพณีเอาไว้ กับการใช้ทำนองเพลงยาวี อย่างเช่นเพลง...(ชื่อยาวี)หรือ “ทะเลแสนงาม”มาใส่เนื้อร้องภาษาไทยก็คือหนึ่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาที่ทำควบคู่ไปกับการสานสร้างจิตสำนึกว่า “เราเป็นคนไทยต้องอ่านเขียนและพูดภาษาไทยได้” นอกเหนือไปจากการเอาใจใส่ดูแลเรื่องสุขอนามัยด้านโภชนาการและอาหารการกินที่ถูกต้องเพื่อให้เด็กๆเหล่านั้น “สมองดี มีคุณธรรม” อีกทาง


“เด็กไทยคือต้นกล้าของแผ่นดิน”

คุณสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 กรมอนามัย ซึ่งเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “ร่วมแรงร่วมใจ พัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ” ในวันที่ 27 สิงหาคม ได้ให้ข้อคิดเรื่อง โภชนาการสร้างคน และคนสร้างชาติ โดยเปรียบเทียบว่า “เด็กไทยคือต้นกล้าของแผ่นดิน” ผู้ดูแลเด็ก เปรียบเสมือนแม่ผู้ฟูมฟักดูแลให้ปุ๋ยและน้ำแก่ดิน คือให้อาหารที่ดีที่เพียงพอ เพื่อพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม
โดยเริ่มดูแลตั้งแต่ในท้อง จนคลอด และนมแม่คืออาหารที่วิเศษสุด ถ้าเด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอก็จะตัวเตี้ย ขาดคุณภาพ กินข้าวกับน้ำตาลทรายแดง บูดู  เกลือ ปลาแห้ง ปัญญาก็ด้อย เซลสมอง ไอคิวต่ำ
“ศูนย์เด็กจึงไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นเป็นสถานที่ที่ต้องเตรียมตัวเพื่อการเรียนรู้ ผู้ดูแลต้องแยกแยะอาหาร กับโภชนาการให้ออก ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กเก่ง ดี มีความสุข คำตอบคือต้องพัฒนาด้านสติปัญญาก่อนความรู้” โดยฝากหลัก 3 ส. คือสกัด สะกด และสะกิด ให้ครูผู้ดูแลเด็กดูว่าศูนย์ใดมีน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบต่างๆ ให้-สกัด-ไว้แล้วลองเปลี่ยนเป็นขนมพื้นบ้าน ที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ หรือให้เด็กทำของเล่นที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ให้เขาเรียนรู้เรื่องการประหยัดอดออมและความคิดสร้างสรรค์
ขณะเดียวกันครูก็อย่าดูแลเด็กอย่างเดียว หากแต่ต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเองด้วย คือต้องรู้จัก-สะกด-ห้ามจิตใจไม่ให้กินของที่ไม่มีประโยชน์ หรือมีไขมันเยอะ เพื่อนำไปสู่คนไทยไร้พุงนอกจากนี้ทางศูนย์ควร-ส

แสดงความคิดเห็น

« 1873
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง