เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

คุณภาพชีวิต

เวที"นักร้อง"ระดับชาติ สคบ.จังหวัดสงขลา

by วัฒนชัย มะโนมะยา @December,11 2008 07.51 ( IP : 118...77 ) | Tags : คุณภาพชีวิต

:: สคบ.จังหวัดสงขลา เวที “นักร้อง”ระดับชาติ

รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา


ถ้าพูดถึงแหล่งรวมนักร้องแล้ว หลายคนคงนึกถึงธนบุรีคาเฟ่ หรือไม่ก็พระรามเก้าคาเฟ่ เพชรบุรีตัดใหม่ และแหล่งอัครมหาบันเทิงทั้งหลายอีกมากมายหลายแห่ง แต่ใครจะรู้ว่าบ้างว่าแหล่งรวมนักร้องที่มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งนั้นอยู่ที่สคบ.หรือสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนี่เอง

พี่มณี ศิริพร เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ 6 ฝ่ายวิชาการ ซึ่งมารับหน้าที่ดูแลในส่วนของสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดสงขลา ประมาณครึ่งขวบปีที่ผ่านมา บอกว่าสคบ.เกิดขึ้นพร้อมกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ปี 2522 เป็นส่วนงานของสำนักนายกรัฐมนตรี มาขึ้นไว้กับสำนักงานจังหวัด ตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง
“แต่ละวันที่นี่จะมีนักร้องเยอะมาก”

นักร้องในที่นี้มณี หมายถึง ผู้ร้องเรียนเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องรถยนต์ บ้าน ที่ดิน บัตรเครดิต ไฟฟ้า ประปา บริการรถประจำทาง

ซึ่งแน่นอนว่าสคบ.ต้องให้การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างรอบคอบด้านตามบทบาทหน้าที่ที่ได้บัญญัติไว้ตามกฎหมาย ภาระหน้าที่หลักของหน่วยงานแห่งนี้ก็คือ รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจไปดำเนินการ

โดยเรื่องที่ทางจังหวัดไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็จะส่งไปยังสคบ.ส่วนกลาง ในภาคงานปกติก็จะต้องทำรายงานความคืบหน้าทุกเดือนและเป็นรายไตรมาสด้วย

นอกจากนั้นยังมีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุน ประสานหน่วยงานองค์กร ให้ความรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค และปฏิบัติการอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น

“เช่นการคุ้มครองในเรื่องฉลาก หรือโฆษณา ก็จะประสานกับทางอบจ.ร่วมกับอย.หรือสธ.ในการออกตรวจ แจ้งเตือน ไปตามชุมชนต่างๆ ร่วมเวทีกับภาคประชาชนหรือหน่วยงาน เช่น สวรส.”

ปัจจุบันทาง สคบ.ได้ให้ความสำคัญไปที่ศาลปกครองเป็นที่พึ่งพิงอีกทาง เพื่อขยับขยายงานการคุ้มครองผู้บริโภคออกไป และส่วนหนึ่งคือการเกิดขึ้นของศาลคุ้มครองผู้บริโภค

แต่ ณ สำนักงานคณะอนุกรรมการคุมครองผู้บริโภคประจำจังหวัดสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของอาคารศาลากลางตึกใหม่ ทุกวันนี้ก็ยังมี “นักร้อง”เดินเข้า-ออกทยอยกันมาขึ้นเวทีไม่เว้นแต่ละวัน ถัวเฉลี่ยประมาณ เดือนละ 10 เรื่องหรือ 10 ราย หากแต่รายละหลายรอบ หรือไม่ก็วันละหลายราย

เรียงลำดับแล้ว จากรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2550-กันยายน 2551 พบว่าเรื่องร้องเกี่ยวกับ สินค้าและบริการ มากสุด
รองลงมาเรื่องร้องเกี่ยวกับสัญญา
และเรื่องร้องเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน อาคารชุด (อ่านรายละเอียดล้อมกรอบท้ายเรื่อง)

จากกรณีร้องเรียนทั้งหมดพบว่า “ไม่มีการส่งดำเนินคดี หรือต้องขึ้นโรงขึ้นศาล” นั่นหมายความว่า ณ ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นเวทีให้นักร้อง หรือนักร้องเรียนในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้ร้องเรียนแล้ว ยังเป็นเวทีไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรม และทางออกแก่ผู้ร้องและผู้ถูกร้องโดยถึงที่สุดอีกด้วย

กล่าวอีกอย่าง เวทีแห่งนี้นั้นมี “พี่เลี้ยง” และหนึ่งในนั้นคือเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องร้องเรียน

น้องนัฏฐากร ศุภพฤกษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สคบ. ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งประมาณ เดือนเศษๆ บอกให้ฟังว่าขั้นตอนของการทำงานก็คือ หนึ่ง รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้อง สอง ส่งจดหมายไปให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจิรง ภายใน 15 วัน ถ้าไม่มาชี้แจงจะมีโทษตามพรบ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติม 2541 มาตรา 5) เมื่อชี้แจงแล้ว เราจะส่งไปให้ผู้ร้องรับทราบ

และสามเสนอเรื่อง “ไกล่เกลี่ย”ให้กับทั้งสองฝ่าย ในการไกล่เกลี่ยจะประกอบด้วยคณะอนุกรรมการ อัยการ ตำรวจ ผู้ร้องและผู้ถูกร้อง

ทำไมสคบ.ถึงแนะนำให้ทั้งสองฝ่าย มีการเจรจาไกล่เกลี่ย เรื่องนี้พี่มณี ศิริพร มีกรณีตัวอย่างที่เรียกได้ว่าจบลงที่ win-win  ทั้งสองฝ่ายล่าสุดมาให้ดู หรืออย่างน้อยก็เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ร้องได้จริง

จากที่ต้องเสียแสนสี่ เหลือเพียงสองหมื่นเหนาะๆ

ร้องเรียนเรื่องเมื่อวันที่ 27 สืงหาคม 2551 ได้รับการไกล่เกลี่ย ชดเชย สิ้นสุดกรณี วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ดังความสรุปว่า..

ผู้ร้องนาย ธ. ซึ่งได้รับความเดือดร้อน/ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงขอร้องเรียน/ร้องทุกข์เกี่ยวกับ การติดตามทวงหนี้ของ...บริษัทเงินทุน ก. จำกัด(มหาชน)แห่งหนึ่ง ในฐานะผู้ค้ำประกันให้กับนาย อ.ซึ่งเป็นน้องชาย ผู้ได้เสียชีวิตและบริษัทได้รับทราบแล้ว ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ส่งเงินทวงหนี้มาที่ผู้ร้องหรือผู้ค้ำประกัน เป็นเงิน 129,022 บาท ซึ่งผู้ร้องได้ตรวจสอบกับบริษัทเครดิตที่นาย อ.พบว่ามีเงินต้นคงค้างเพียง 14,322 บาท จึงขอให้บริษัทชี้แจงรายละเอียดการประมูลขายรถยนต์ เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวได้ตกแต่งเพิ่มเติม คือ เปลี่ยนล้อแม็ก และเครื่องเสียงใหม่

ในบันทึกข้อตกลง ผู้ถูกฟ้องชี้แจงว่าบริษัทได้แจ้งไปยังผู้ค้ำประกันว่าได้ค้างชำระค่าเช่าซื้อ จึงทำให้บริษัทต้องบอกเลิกสัญญา และติดตามยึดรถคืนเพื่อขายทอดตลาด และได้แจ้งให้ลูกค้าทราบ และใช้สิทธิ์ซื้อรถคืนก่อนวนทำการประมูลขายทอดตลาดแล้ว ในราคา 89,900 บาท ซึ่งหักจากยอดคงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อ จำนวน 218,922 บาท ทำให้มีส่วนขาดทุน 129,002 บาท ซึ่งผู้ร้องคือนาย ธ.มีความเห็นแย้งกับบริษัท ก. จำกัด(มหาชน)ดังกล่าวใน 3 ประเด็น คือ

หนึ่ง ข้อมูลที่บัตรเครดิต ของนาย ธ.เป็นข้อมูลที่แตกต่างกับความเป็นจริง เนื่องจากเป็นหนี้ที่ธนาคารจัดส่งและแจ้งให้ลูกหนี้ทราบตาม พ.ร.บ.บัตรเครดิต พ.ศ.2545 ทำให้ข้อมูลนั้นแตกต่างจากข้อมูลตามความเป็นจริงได้ ผู้ร้องจึงขอให้บริษัทขอข้อมูลจากธนาคารฯที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯมาเป็นหลักฐาน ประกอบข้อเท็จจริง เพราะทำให้ผู้ร้องเสียเครดิตทางการเงิน และไม่สามารถทำธุรกรรมใดทางการเงินใดๆได้เลย

สอง เอกสารคำชี้แจงการประมูลขาย ลงวันที่ดังกล่าว ลายเซ็นผู้รับเอกสารไม่ใช่ลายมือของนาย ก.ซึ่งเป็นผู้รับ เพราะไม่เคยอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว และขอให้ทางบริษัทนำเอกสารตัวจริงมาแสดงด้วย สาม นาย ก.ซึ่งเป็นน้องชายของนาย อ.(ผู้ซื้อ)เป็นคนอาสานำรถยนต์ไปส่งมอบกับบริษัทเอง และได้พูดคุยกับคุณ อ.ฝ่ายบัญชี ว่าจะผ่อนส่งต่อกับบริษัทฯเพื่อนำรถกลับมาใช้เอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่นาย ก. จะได้รับหนังสือแจ้งการประมูลขายรถดังกล่าว แล้วจะนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดๆ

และเอกสารที่บริษัทชี้แจงไม่มีรายละเอียดใดๆเลย นอกจากตัวเลข และพิมพ์ชื่อเต็มผู้รับเงินเท่านั้น ผู้ร้องจึงยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอีกครั้ง ซึ่งผลการเจรจาปรากฏว่า บริษัทเงินทุนดังกล่าว ยินยอมลดยอดหนี้ให้ผู้ร้องคงเหลือจำนวน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่นอีก และบริษัทฯได้รบเงินดังกล่าวไปแล้วในวันนี้.

จากการแจ้งหนี้หนึ่งแสนสี่หมื่นบาท เหลือเพียงสองหมื่นบาท  เป็นเพราะเหตุใด พี่มณีเล่าให้ฟังว่าในขั้นสุดท้ายของการไกล่เกลี่ย บริษัทฯเรียก 30,000 บาท แต่ผู้ร้องยอมให้เพียง 25,000 บาท แต่จะผ่อนจ่ายเป็นงวดๆภายใน 1 ปี บริษัทก็เลยตกลงให้จ่ายเป็นเงินสด 20,000 บาท เป็นที่สิ้นสุดดังความบันทึกข้อตกลงข้างต้น

ถ้าเรากลับไปอ่านบันทึกคำร้องครั้งแรกๆ จะพบว่านอกจากทางบริษัทจะไม่ได้ติดต่อกับผู้ค้ำประกันอีกเลย หลังการเสียชีวิตของผู้เช่าซื้อ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ค้ำประกันต้องเสียเครดิต ต่อมายังมีโทรศัพท์มาทวงหนี้ พร้อมข่มขู่อีกด้วย

ต่อเมื่อเรื่องถึงสคบ.แล้วมีการดำเนินการทำหนังสือให้บริษัทมาชี้แจง ผลคือจากความผิดพลาดบกพร่องทางเอกสารและการดำเนินการของบริษัทประมาทเลินเล่อเอง หรือจะผิดพลาดทางด้านเทคนิคหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ทำให้ผู้ร้องเสียหาย จึงได้มาตกลงยอมความไกล่เกลี่ยมากกว่าจะต้องเป็นคดดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อธุรกิจประกอบการ เฉพาะค่าที่จะต้องดำเนินการในศาล เช่นทนายแม้จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็ไม่รู้ว่าจะได้ต้องเสียไปมากกว่าค่าเสียหายที่ฟ้องร้องกัน นี่ยังไม่นับความยุ่งยากในเรื่องการดำเนินการและเวลาที่เสียไปของทั้งสองฝ่าย

หรือในกรณีดาบตรีคนหนึ่ง ซื้อรถผ่อนเมื่อชำระจำนวน 60 งวด จนถึงงวดสุดท้าย ก็มีจดหมายแจ้งเตือนว่าค้างอยู่อีกจำนวน 10,000 บาท และค่าดอกเบี้ยล่าช้า จำนวน 2,319 บาท ซึ่งผู้ร้องเห็นว่ารายการค่าจดหมายแจ้งเตือนสูงกว่าความเป็นจริง จึงร้องเรียนของความเป็นธรรม เมื่อทางสคบ.ได้แจ้งบริษัทฯได้ชี้แจงว่า เนื่องจากผู้ร้องได้ผ่อนชำระค่างวดล่าช้าในบางงวด ไม่เป็นไปตามสัญญาที่ตกลง ทำให้บริษัททำหนังสือไปหลายครั้ง และยังมีดอกเบี้ยล่าช้า ค่าจดหมายและค่าบอกเลิกสัญญา ค่าเบี้ยปรับส่ง vat ล่าช้า ค่าเงินเพิ่มส่ง vat ล่าช้า (รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร 1)

พูดอย่างภาษาชาวบ้าน คือ สิริรวมความว่าจดหมายที่ส่งมาทั้งสิ้นมีเพียง 4 ฉบับ คิดคำนวณดูแล้วรวมค่าซองค่าแสตมป์ก็ตกฉบับละ 2,500 บาท เป็นต้น ซึ่งผู้ร้องเคยขาดส่งงวดเพียงครั้งสองครั้ง และก็ได้จ่ายสมทบในงวดถัดมาแล้วจึงเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ทะแม่งๆอย่างยิ่ง และได้ดำเนินการร้องเรียนมายังสคบ.

สุดท้ายเมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องขึ้นที่สคบ.พนักงานทางบริษัทจึงละล่ำละลักบอกว่าเป็นกฎของบริษัท ซึ่งจริงๆแล้วสามารถคุยกันได้ และได้ตกลงไกล่เกลี่ยเป็นจำนวนลงที่3,000 บาท

บางกรณีทำให้ผู้ร้องได้ “ถึงบางอ้อ”และรับรู้ข้อเท็จจริง กรณีวงเงินบัตรเครดิตเกิน และถูกแจ้งดำเนินคดี ซึ่งประสานเรื่องร้องเรียนมาทางศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภคจังหวัดสงขลา สืบทราบปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของได้บอกข้อมูลเครดิตให้แก่ลูกชาย ซึ่งได้อนุญาตให้เอาไปทำการซื้อสินค้า แต่ผู้ใช้ได้เอาบัตรไปใช้ในคราวต่อมาจนเกินวงเงินเอง นอกจากได้หายสงสัยแล้ว ยังต้องเป็นผู้ร้องที่ผู้ถูกร้องเสียหายเอง เมื่อความจริงปรากฎขึ้นมา เพราะต้องจำนนด้วยหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎระเบียบของผู้ประกอบการที่ห้ามมิให้บอกข้อมูลแก่บุคคลที่สอง

หรือบางกรณีผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เต็มที่ เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานทางราชการชัดเจน แม้จะไม่ได้เป็นผู้เสียหายในเรื่องวงเงินจริง เช่นกรณีการเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยผู้ร้องแจ้งว่า ในวันเวลาที่ทำสัญญาซึ่งบริษัทแจ้งไปนั้นข้าพเจ้าได้เดินทางไปปฏิบัติราชการที่กรุงเทพมหานคร การกระทำของบริษัทถือว่าขาดความรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลให้ผู้ร้องเสียหาย และขอร้องเรียนค่าทดแทนเป็นเงิน จำนวน 200,000 บาท และเรื่องนี้ทางสคบ.จังหวัดสงขลาได้ส่งเรื่องไปให้จังหวัดสตูลซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ร้องดำเนินการต่อไปแล้ว

จริงอยู่ว่ากรณีหลังนี้ผู้ร้องอาจเรียกค่าเสียหายในระดับสูง มองในแง่กลับกันการร้องเรียนทำให้ผู้ประกอบการเกิดความตระหนักมากขึ้น และส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบ้านเรายังขาดการพิทักษ์สิทธิ์เหล่านี้อยู่มากมาย โดยการปล่อยเลยตามเลย ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความย่ามใจ ไม่ระมัดระวัง กระทั่งมักใช้เป็นช่องทางในการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคเสมอมา
เรื่องบ้านก็มีปัญหามาก ดาวน์ก่อนผ่อนทีหลัง มีการก่อสร้างผิดสเปค มีการสัญญาด้วยวาจาว่าจะช่วยซื้อและหาทางเข้าแบงค์ให้ปล่อยกู้ให้ เมื่อเกิดปัญหากันมากทางจังหวัดก็รับเรื่องเพื่อส่งให้อัยการ ดำเนินการไกล่เกลี่ยแก้ไขข้อพิพาท พี่มณีบอกว่านี่เป็นเพียงกรณีตัวอย่างในอีกหลายๆกรณี ที่ผู้มาร้องเรียนส่วนหนึ่งคือคนทำงานราชการ พอจะมีความรู้หรือช่องทางในการเรียกร้องดำเนินการ และมีคนแนะนำมาให้ร้องเรียน

เมื่อเรื่องมาถึงสคบ.แล้วต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ผู้ร้องต้องเขียนบันทึก ซึ่งหลายๆกรณีทางสคบ.ต้องชี้ช่องแนะนำให้ การเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ควรเป็นอย่างไร อย่างน้อยจะขอไว้ 2 ชุด สำหรับดำเนินการไกล่เกลี่ย เมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องเป็นคดีความกันขึ้นมา

ทั้งเรื่องบ้านเรื่องรถ เรื่องบัตรเครดิต น้ำไฟ กระทั่งเรื่องการให้บริการรถเมล์ และอื่นๆอีกมากมาย หลายเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ และกระบวนการต่างๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยเดือนละครั้งต้องนัดคู่กรณีมาให้ปากคำหรือไกล่เกลี่ย ในหมายเหตุ:บันทึกหลายๆสำนวนจะเห็นผู้ถูกร้องขอเลื่อนการนัดเจรจาไกล่เกลี่ย เอกสารต้องวิ่งไปวิ่งมา ผ่านสำนักอัยการ กระทั่งไปถึงผู้ว่าฯ แล้วอนุมัติเรื่องลงมาดำเนินการต่อ แต่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเอกสาร ส่งเรื่องให้ผู้ร้องผู้ถูกร้องมาชี้แจงนี่เอง กระบวนการเจรจาและไกล่เกลี่ยก็เกิดขึ้น และเมื่อถึงวันเจรจาไกล่เกลี่ยกันจริงๆ มีคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นคนกลาง การตกลงก็จะง่ายขึ้น เพราะว่าอยู่ในกรอบของกฎหมาย และความเป็นธรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มักยินดีที่จะไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่แล้ว

น้องนัฏฐากร ศุภพฤกษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บอกว่าการทำงานของสคบ.ต้องเป็นไปตามระบบราชการต้องส่งเรื่องไปถึงผู้ว่าฯ ในกรณีที่ผู้ร้องเรียนรีบเร่งก็จะแนะนำให้ขอคุ้มครองชั่วคราวหรือฉุกเฉิน หรือการประสานกับอัยการเอง หรือให้ร้องกับทางกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางคนมาในรูปของการปรึกษาหารือ แนะนำให้ไปสรุปค่าเสียหาย หรือปรึกษาทนายก่อน

โดยฝากบอกว่า ผู้ร้องควรคำนึงว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ ส่วนหนึ่งเราสามารถฟ้องศาลได้ เพราะในวันนี้มีกฎหมายรับรอง กฎหมายที่ว่านั่นคือทุกวันนี้ก็คือการมีศาลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงแล้วนั่นเอง

อัยการพรพิชัย ไชยมาตร สำนักงานอัยการ (ช่วยคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชน)จังหวัดสงขลา ซึ่งร่วมทำงานประสานดำเนินการไกล่เกลี่ยคดีผู้บริโภค ของสคบ. กล่าวว่าจริงๆแล้วพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคมีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2522 แต่ตอนนั้น คนยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มีสถิติการร้องเรียนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยไปตามกรรมเสียมากกว่า เช่นเรื่องนมเสียนมบูด อาจเป็นเพราะนม 3 กล่องในขณะนั้นราคาเพียง 1 บาท ประกอบกับสถานการณ์เรื่องการบริโภคยังไม่รุนแรงเท่ากับปัจจุบัน

และก่อน 25 สิงหาคม 2551 ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีคุ้มครองผู้บริโภค หรือที่เราเรียกสั้นๆภาษานักกฎหมายว่าพรบ. “วิ ผู้บริโภค” จะกำเนิดขึ้น ต้องพิสูจน์ความเสียหายโดยโจทย์ผู้ฟ้องซึ่งเป็นเรื่องยากในภาคปฏิบัติ อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถึงแม้จะมีช่องทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแต่ไม่อาจใช้การได้สืบมา

อาจกล่าวได้ว่า พรบ.วิ ผู้บริโภคนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการร่วมกันเรียกร้องผลักดันให้มีการปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมาโดยตลอด ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายใหม่ เพราะผู้บริโภคหรือผู้ร้องเรียนสามารถฟ้องด้วยวาจาได้  เมื่อเป็นผู้ฟ้อง (จำเลยไม่ว่าผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความเสียหาย) ก็สามารถฟ้องฟรี ไม่ต้องเสียค่าจ่ายใดๆในทุกขั้นตอน และไม่ต้องตั้งทนายให้ยุ่งยาก โดยจะมีเจ้าหน้าที่บังคับคดีรับเรื่องและลงบันทึกหลักฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษรผู้ฟ้องเพียงแต่เตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆไปให้พร้อม สามารถฟ้องได้ที่ศาลแพ่ง ศาลจังหวัดโดยตรง หรือศาลแขวงก็ได้ นอกจากนี้ยังมีกระบวนวิธีการพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้น และคำพิพากษาถือเป็นที่สิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์เท่านั้น ทั้งยังให้การคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา และศาลอาจจะใช้ผลการพิจารณาคดีเดิม เป็นฐานในการพิจารณาคดีที่ใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม อัยการพรชัย ได้ให้ข้อคิดแก่ผู้บริโภคที่จะฟ้องร้องคดีว่า เป็นไปได้อยากให้มีการชะลอการฟ้องก่อน โดยใช้วิธีการไกล่เกลี่ย ที่ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค สคบ.เองหรือที่สำนักอัยการเขตก็ได้ การไกล่เกลี่ยเป็น “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก หรือกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์”
ที่แนะนำเช่นนี้เพราะว่าจะเกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคเอง

“ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ศาลนั้นมีคดีต่างๆค้างอยู่เยอะ บางครั้งฟ้องปีนี้ นัดสืบปี 53 สุดท้ายก่อนพิจารณาคดี ศาลก็ต้องสั่งให้ลงมาไกล่เกลี่ยกันก่อนอยู่ดี และที่สำคัญถ้าเรื่องขึ้นสู่กระบวนการศาลแล้ว ต้องแพ้ กับชนะเท่านั้น ไม่มีเสมอ”

อย่างไรก็ตามถ้าดูตามตัวเนื้อหาพรบ.วิ ผู้บริโภค ประกอบกับกระบวนการและขั้นตอนที่เอื้อประโยชน์ทางอรรถคดีจริงๆแล้วก็คือการเปิดโอกาสให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายหรือพลังมากพอในการฟ้องร้องเรื่องก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน สาธารณะหรือการเรียกค่าเสียหายเป็นสิบล้านร้อยล้านอะไรทำนองนั้น ในส่วนนี้เองก็เป็นบทบาทหน้าที่สคบ.ที่จะให้การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มองค์ที่มีข้อกำหนดในการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคดังกล่าวโดยรับรองการจดทะเบียนเป็นชมรมหรือสมาคม อย่างน้อยที่สุดสามารถฟ้องร้องค่าเสียหายแทนผู้บริโภคซึ่งเป็นสมาชิกได้

แต่ถ้าดูโดยสามัญสำนึกของชาวบ้านร้านช่องหรือบุคคลธรรมดาทั่วไปแล้ว ใครๆก็ไม่คงไม่อยากขี้นโรงขึ้นศาลให้เป็นคดีความ ให้เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา แต่การมีศาลผู้บริโภคเกิดขึ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ฟ้องต้องการให้คดีถึงที่สุด ส่วนหนึ่งการฟ้องร้องในส่วนของผู้บริโภค ที่สคบ.นั้น เป็นเรื่องความคับข้องหมองใจ การไม่ได้รับการคุ้มครองหรือเป็นธรรม และการมีจิตสำนึกสาธารณะ เช่นว่าเรื่องการให้บริการรถเมล์โดยสารซึ่งราคาค่าโดยสารคงไม่กี่สิบบาท เป็นต้น

ดูตามสถิติจึงเห็นได้ว่าการฟ้องเรื่องสินค้าและบริการจะมาก แต่ก็ได้รับการไกล่เกลี่ยซึ่งถือเป็นขั้นยุติเรื่องเกือบหมดสิ้น และมีจำนวนความเสียหายหรือค่าชดเชยเป็นจำนวนเงินรวมเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี เทียบสัดส่วนกับผู้ฟ้องแล้วถือว่าน้อยมากจนแทบไม่สมควรจะคิดมาฟ้องร้องด้วยซ้ำไปถ้าคิดเพียงแค่เรื่องเงินทอง

แต่การร้องสคบ.ทำให้กรณีพิพาทต่างๆได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยการไกล่เกลี่ย ตกลงในเรื่องค่าชดเชยความเสียหายที่สะดวกรวดเร็วและเป็นธรรมในระดับหนึ่ง

วันนี้ หากมีเรื่องคับข้องหมองใจเรื่องบ้าน เรื่องรถ น้ำไฟ เรื่องบัตรเครดิต มือถือ หรือเรื่องที่จำต้องฟ้องพิจารณาไกล่เกลี่ยคดีความกัน เพียงท่านเดินขึ้นไปบนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดสงขลา

แต่ถ้าเป็นเรื่องจิปาถะที่ท่านประสบพบพานด้วยตัวเอง ต้องการจะร้องเรียน แต่ไม่มีเวลาหรือความสะดวกมากพอ เพียงท่านเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ เซเว่น –อีเลฟเว่น แล้วหยิบไปสมัครซึ่งจ่าหน้าซองติดแสตมป์ไว้เรียบร้อย กรอกใบสมัครและรายละเอียดแล้วส่งมาที่สำนักงาน สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานจังหวัดสงขลา ศาลากลางจังหวัดสงขลา ถนนราชดำเนิน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา 90000 หรือโทรมาที่สายด่วนสคบ. 1166 ได้เลย

เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้เป็น “นักร้อง”แห่งชาติขวัญใจมหาชนอีกผู้หนึ่ง ในฐานะที่ช่วยกันคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้กับตัวท่านเองและทุกๆคนไปพร้อมกัน.


ล้อมกรอบ รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง)........................................................................................................... เรียงลำดับแล้ว จากรายงานผลการดำเนินของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2550-กันยายน 2551 พบว่าเรื่องร้องเกี่ยวกับ สินค้าและบริการ มากลำดับมากสุด คือ 23 เรื่อง 23 ราย ซึ่งได้ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 เรื่อง 3 ราย และอยู่ในขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ย/ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือเรียกได้ว่าอยู่ในขั้น “ยุติเรื่อง”จำนวน 13 เรื่อง 13 ราย และเจรจาไกล่เกลี่ยโดยเรียกเงินชดเชยให้ผู้ร้องแล้ว จำนวน 4 เรื่อง 4 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการ 2 เรื่อง 2 ราย รวมเป็นยอดเงินชดเชย 42,050 บาท
รองลงมาเรื่องร้องเกี่ยวกับสัญญา จำนวน 19 เรื่อง 19 ราย เช่นกัน ส่วนนี้ยังไม่มีข้อมูลสรุป แต่อยู่ระหว่างเจรจา ไกล่เกลี่ยชี้แจงข้อเท็จจริง จำนวน 16 เรื่อง 16 ราย
และเรื่องร้องเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน อาคารชุด จำนวน 8 เรื่อง มี 38 ราย มีการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยเรียกเงินชดเชยให้ผู้ร้อง 2 เรื่อง รวมถึง 30 ราย เป็นจำนวนเงินชดเชยถึง 2,068,274 บาท รวมจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 50 เรื่อง จำนวน 80 รายผู้ร้องเรียนนั้น ได้รับการเจรจาไกล่เกลี่ย หรือยุติเรื่อง 6 เรื่อง จำนวน 34 ราย เป็นเงินค่าชดเชยรวมทั้งหมด 2,110,324 บาท
ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 7 เรื่อง 7 ราย และอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ย/ชี้แจงข้อเท็จจริง 32 เรื่อง 32 ราย และอื่นๆ คือแจ้งให้ผู้ร้องให้ดำเนินการด้วยตนเองรวม 2 เรื่อง ...........................................................................................................

แสดงความคิดเห็น

« 8480
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง