ข่าวนโยบายสาธารณะ
เวที"นักร้อง"ระดับชาติ สคบ.จังหวัดสงขลา
::เวที “นักร้อง”ระดับชาติ สคบ.จังหวัดสงขลา
รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา
ถ้าพูดถึงแหล่งรวมนักร้องแล้ว หลายคนคงนึกถึงธนบุรีคาเฟ่ หรือไม่ก็พระรามเก้าคาเฟ่ เพชรบุรีตัดใหม่ และแหล่งอัครมหาบันเทิงทั้งหลายอีกมากมายหลายแห่ง แต่ใครจะรู้ว่าบ้างว่าแหล่งรวมนักร้องที่มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งนั้นอยู่ที่สคบ.หรือสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนี่เอง
พี่มณี ศิริพร เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ 6 ฝ่ายวิชาการ ซึ่งมารับหน้าที่ดูแลในส่วนของสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดสงขลา ประมาณครึ่งขวบปีที่ผ่านมา บอกว่าสคบ.เกิดขึ้นพร้อมกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ปี 2522 เป็นส่วนงานของสำนักนายกรัฐมนตรี มาขึ้นไว้กับสำนักงานจังหวัด ตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง
“แต่ละวันที่นี่จะมีนักร้องเยอะมาก”
นักร้อง-ในที่นี้พี่มณี หมายถึง ผู้ร้องเรียนเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องรถยนต์ บ้าน ที่ดิน บัตรเครดิต ไฟฟ้า ประปา บริการรถประจำทาง
ซึ่งแน่นอนว่าสคบ.ต้องให้การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างรอบคอบรอบด้านตามบทบาทหน้าที่ที่ได้บัญญัติไว้ตามกฎหมาย ภาระหน้าที่หลักของหน่วยงานแห่งนี้ก็คือ รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจไปดำเนินการ
โดยเรื่องที่ทางจังหวัดไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็จะส่งไปยังสคบ.ส่วนกลาง ในภาคงานปกติก็จะต้องทำรายงานความคืบหน้าทุกเดือนและเป็นรายไตรมาสด้วย
นอกจากนั้นยังมีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุน ประสานหน่วยงานองค์กร ให้ความรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค และปฏิบัติการอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น
“เช่นการคุ้มครองในเรื่องฉลาก หรือโฆษณา ก็จะประสานกับทางอบจ.ร่วมกับอย.หรือสธ.ในการออกตรวจ แจ้งเตือน ไปตามชุมชนต่างๆ ร่วมเวทีกับภาคประชาชนหรือหน่วยงาน เช่น สวรส.”
ปัจจุบันทาง สคบ.ได้ให้ความสำคัญไปที่ศาลปกครองเป็นที่พึ่งพิงอีกทาง เพื่อขยับขยายงานการคุ้มครองผู้บริโภคออกไป และส่วนหนึ่งคือการเกิดขึ้นของศาลคุ้มครองผู้บริโภค
แต่ ณ สำนักงานคณะอนุกรรมการคุมครองผู้บริโภคประจำจังหวัดสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของอาคารศาลากลางตึกใหม่ ทุกวันนี้ก็ยังมี “นักร้อง”เดินเข้า-ออกทยอยกันมาขึ้นเวทีไม่เว้นแต่ละวัน ถัวเฉลี่ยประมาณ เดือนละ 10 เรื่องหรือ 10 ราย หากแต่รายละหลายรอบ หรือไม่ก็วันละหลายราย
เรียงลำดับแล้ว จากรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2550-กันยายน 2551 พบว่าเรื่องร้องเกี่ยวกับ สินค้าและบริการ มากสุด
รองลงมาเรื่องร้องเกี่ยวกับสัญญา
และเรื่องร้องเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน อาคารชุด (อ่านรายละเอียดข้อมูลท้ายเรื่อง)
จากกรณีร้องเรียนทั้งหมดพบว่า “ไม่มีการส่งดำเนินคดี หรือต้องขึ้นโรงขึ้นศาล” นั่นหมายความว่า ณ ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นเวทีให้นักร้อง หรือนักร้องเรียนในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้ร้องเรียนแล้ว ยังเป็นเวทีไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรม และทางออกแก่ผู้ร้องและผู้ถูกร้องโดยถึงที่สุดอีกด้วย
งานเอกสารหลักฐานต่างๆซึ่งกองพะเนินเทินทึก ส่วนใหญ่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจด้านตัวบทกฎหมาย และองค์ความรู้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานอัยการ ทนาย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อกลั่นกรองเรื่องราวที่ร้องเรียนมา และนำเข้าสู่กระบวนการ ถัวเฉลี่ยประชากรเรือนล้านกับเจ้าหน้าที่เพียง 2-3 คนที่ทำงานด้านนี้แล้วถือว่าเป็นภาระงานที่ล้นมือ
อย่างไรก็ตามที่นี่คือที่ร้องทุกข์ แต่ต้องมีขั้นตอนและกระบวนการให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภคให้ดีที่สุด กล่าวอีกอย่าง เวทีแห่งนี้นั้นมี “พี่เลี้ยง” และหนึ่งในนั้นคือเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องร้องเรียน
น้องนัฏฐากร ศุภพฤกษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สคบ. ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งประมาณ เดือนเศษๆ บอกให้ฟังว่าขั้นตอนของการทำงานก็คือ หนึ่ง รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้อง สอง ส่งจดหมายไปให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจิรง ภายใน 15 วัน ถ้าไม่มาชี้แจงจะมีโทษตามพรบ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติม 2541 มาตรา 5) ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อชี้แจงแล้ว เราจะส่งไปให้ผู้ร้องรับทราบ
และสามเสนอเรื่อง “ไกล่เกลี่ย”ให้กับทั้งสองฝ่าย ในการไกล่เกลี่ยจะประกอบด้วยคณะอนุกรรมการ อัยการ ตำรวจ ผู้ร้องและผู้ถูกร้อง
ทำไมสคบ.ถึงแนะนำให้ทั้งสองฝ่าย มีการเจรจาไกล่เกลี่ย เรื่องนี้พี่มณี ศิริพร มีกรณีตัวอย่างที่เรียกได้ว่าจบลงที่ win-win ทั้งสองฝ่ายล่าสุดมาให้ดู หรืออย่างน้อยก็เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ร้องได้จริง
จากที่ต้องเสียแสนสี่ เหลือเพียงสองหมื่นเหนาะๆ
ร้องเรียนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2551 ได้รับการไกล่เกลี่ย ชดเชย สิ้นสุดกรณี วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ดังความสรุปว่า...
ผู้ร้องนาย ธ. ซึ่งได้รับความเดือดร้อน/ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงขอร้องเรียน/ร้องทุกข์เกี่ยวกับ การติดตามทวงหนี้ของ...บริษัทเงินทุน ก. จำกัด(มหาชน)แห่งหนึ่ง ในฐานะผู้ค้ำประกันให้กับนาย อ.ซึ่งเป็นน้องชาย ผู้ได้เสียชีวิตและบริษัทได้รับทราบแล้ว ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ส่งเงินทวงหนี้มาที่ผู้ร้องหรือผู้ค้ำประกัน เป็นเงิน 129,022 บาท ซึ่งผู้ร้องได้ตรวจสอบกับบริษัทเครดิตที่นาย อ.พบว่ามีเงินต้นคงค้างเพียง 14,322 บาท จึงขอให้บริษัทชี้แจงรายละเอียดการประมูลขายรถยนต์ เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวได้ตกแต่งเพิ่มเติม คือ เปลี่ยนล้อแม็ก และเครื่องเสียงใหม่ ในบันทึกข้อตกลง ผู้ถูกฟ้องชี้แจงว่าบริษัทได้แจ้งไปยังผู้ค้ำประกันว่าได้ค้างชำระค่าเช่าซื้อ จึงทำให้บริษัทต้องบอกเลิกสัญญา และติดตามยึดรถคืนเพื่อขายทอดตลาด และได้แจ้งให้ลูกค้าทราบ และใช้สิทธิ์ซื้อรถคืนก่อนวนทำการประมูลขายทอดตลาดแล้ว ในราคา 89,900 บาท ซึ่งหักจากยอดคงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อ จำนวน 218,922 บาท ทำให้มีส่วนขาดทุน 129,002 บาท ซึ่งผู้ร้องคือนาย ธ.มีความเห็นแย้งกับบริษัท ก. จำกัด(มหาชน)ดังกล่าวใน 3 ประเด็น คือ หนึ่ง ข้อมูลที่บัตรเครดิต ของนาย ธ.เป็นข้อมูลที่แตกต่างกับความเป็นจริง เนื่องจากเป็นหนี้ที่ธนาคารจัดส่งและแจ้งให้ลูกหนี้ทราบตาม พ.ร.บ.บัตรเครดิต พ.ศ.2545 ทำให้ข้อมูลนั้นแตกต่างจากข้อมูลตามความเป็นจริงได้ ผู้ร้องจึงขอให้บริษัทขอข้อมูลจากธนาคารฯที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯมาเป็นหลักฐาน ประกอบข้อเท็จจริง เพราะทำให้ผู้ร้องเสียเครดิตทางการเงิน และไม่สามารถทำธุรกรรมใดทางการเงินใดๆได้เลย สอง เอกสารคำชี้แจงการประมูลขาย ลงวันที่ดังกล่าว ลายเซ็นผู้รับเอกสารไม่ใช่ลายมือของนาย ก.ซึ่งเป็นผู้รับ เพราะไม่เคยอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว และขอให้ทางบริษัทนำเอกสารตัวจริงมาแสดงด้วย สาม นาย ก.ซึ่งเป็นน้องชายของนาย อ.(ผู้ซื้อ)เป็นคนอาสานำรถยนต์ไปส่งมอบกับบริษัทเอง และได้พูดคุยกับคุณ อ.ฝ่ายบัญชี ว่าจะผ่อนส่งต่อกับบริษัทฯเพื่อนำรถกลับมาใช้เอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่นาย ก. จะได้รับหนังสือแจ้งการประมูลขายรถดังกล่าว แล้วจะนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดๆ และเอกสารที่บริษัทชี้แจงไม่มีรายละเอียดใดๆเลย นอกจากตัวเลข และพิมพ์ชื่อเต็มผู้รับเงินเท่านั้น ผู้ร้องจึงยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอีกครั้ง ซึ่งผลการเจรจาปรากฏว่า บริษัทเงินทุนดังกล่าว ยินยอมลดยอดหนี้ให้ผู้ร้องคงเหลือจำนวน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่นอีก และบริษัทฯได้รบเงินดังกล่าวไปแล้วในวันนี้.
จากการแจ้งหนี้หนึ่งแสนสี่หมื่นบาท เหลือเพียงสองหมื่นบาท เป็นเพราะเหตุใด พี่มณีเล่าให้ฟังว่าในขั้นสุดท้ายของการไกล่เกลี่ย บริษัทฯเรียก 30,000 บาท แต่ผู้ร้องยอมให้เพียง 25,000 บาท แต่จะผ่อนจ่ายเป็นงวดๆภายใน 1 ปี บริษัทก็เลยตกลงให้จ่ายเป็นเงินสด 20,000 บาท เป็นที่สิ้นสุดดังความบันทึกข้อตกลงข้างต้น
ถ้าเรากลับไปอ่านบันทึกคำร้องครั้งแรกๆ จะพบว่านอกจากทางบริษัทจะไม่ได้ติดต่อกับผู้ค้ำประกันอีกเลย หลังการเสียชีวิตของผู้เช่าซื้อ ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องเสียเครดิต ต่อมายังมีโทรศัพท์มาทวงหนี้ พร้อมข่มขู่อีกด้วย
ต่อเมื่อเรื่องถึงสคบ.แล้วมีการดำเนินการทำหนังสือให้บริษัทมาชี้แจง ผลคือจากความผิดพลาดบกพร่องทางเอกสารและการดำเนินการของบริษัทประมาทเลินเล่อเอง หรือจะผิดพลาดทางด้านเทคนิคหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ทำให้ผู้ร้องเสียหาย จึงได้มาตกลงยอมความไกล่เกลี่ยมากกว่าจะต้องเป็นคดดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อธุรกิจประกอบการ เฉพาะค่าที่จะต้องดำเนินการในศาล เช่นทนาย แม้จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็อาจจะไม่คุ้มกับค่าเสียหายที่ฟ้องร้องกัน นี่ยังไม่นับความยุ่งยากในเรื่องการดำเนินการและเวลาที่เสียไปของทั้งสองฝ่าย
หรือในกรณีดาบตรีคนหนึ่ง ซื้อรถผ่อนเมื่อชำระจำนวน 60 งวด จนถึงงวดสุดท้าย ก็มีจดหมายแจ้งเตือนว่าค้างอยู่อีกจำนวน 10,000 บาท และค่าดอกเบี้ยล่าช้า จำนวน 2,319 บาท ซึ่งผู้ร้องเห็นว่ารายการค่าจดหมายแจ้งเตือนสูงกว่าความเป็นจริง จึงร้องเรียนของความเป็นธรรม เมื่อทางสคบ.ได้แจ้งบริษัทฯได้ชี้แจงว่า เนื่องจากผู้ร้องได้ผ่อนชำระค่างวดล่าช้าในบางงวด ไม่เป็นไปตามสัญญาที่ตกลง ทำให้บริษัททำหนังสือไปหลายครั้ง และยังมีดอกเบี้ยล่าช้า ค่าจดหมายและค่าบอกเลิกสัญญา ค่าเบี้ยปรับส่ง vat ล่าช้า ค่าเงินเพิ่มส่ง vat ล่าช้า (รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร 1)
พูดอย่างภาษาชาวบ้าน คือ สิริรวมความว่าจดหมายที่ส่งมาทั้งสิ้นมีเพียง 4 ฉบับ คิดคำนวณดูแล้วรวมค่าซองค่าแสตมป์ก็ตกฉบับละ 2,500 บาท เป็นต้น ซึ่งผู้ร้องเคยขาดส่งงวดเพียงครั้งสองครั้ง และก็ได้จ่ายสมทบในงวดถัดมาแล้วจึงเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ทะแม่งๆอย่างยิ่ง และได้ดำเนินการร้องเรียนมายังสคบ.
สุดท้ายเมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องขึ้นที่สคบ.พนักงานทางบริษัทจึงละล่ำละลักบอกว่าเป็นกฎของบริษัท ซึ่งจริงๆแล้วสามารถคุยกันได้ และได้ตกลงไกล่เกลี่ยเป็นจำนวนลงที่3,000 บาท
บางกรณีทำให้ผู้ร้องได้ “ถึงบางอ้อ”และรับรู้ข้อเท็จจริง กรณีวงเงินบัตรเครดิตเกิน และถูกแจ้งดำเนินคดี ซึ่งประสานเรื่องร้องเรียนมาทางศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภคจังหวัดสงขลา สืบทราบปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของได้บอกข้อมูลเครดิตให้แก่ลูกชาย ซึ่งได้อนุญาตให้เอาไปทำการซื้อสินค้า แต่ผู้ใช้ได้เอาบัตรไปใช้ในคราวต่อมาจนเกินวงเงินเอง นอกจากได้หายสงสัยแล้ว ยังต้องเป็นผู้ร้องที่ผู้ถูกร้องเสียหายเอง เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมา เพราะต้องจำนนด้วยหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎระเบียบของผู้ประกอบการที่ห้ามมิให้บอกข้อมูลแก่บุคคลที่สอง
หรือบางกรณีผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เต็มที่ เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานทางราชการชัดเจน แม้จะไม่ได้เป็นผู้เสียหายในเรื่องวงเงินจริง เช่นกรณีการเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยผู้ร้องแจ้งว่า ในวันเวลาที่ทำสัญญาซึ่งบริษัทแจ้งไปนั้นข้าพเจ้าได้เดินทางไปปฏิบัติราชการที่กรุงเทพมหานคร การกระทำของบริษัทถือว่าขาดความรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลให้ผู้ร้องเสียหาย และขอร้องเรียนค่าทดแทนเป็นเงิน จำนวน 200,000 บาท และเรื่องนี้ทางสคบ.จังหวัดสงขลาได้ส่งเรื่องไปให้จังหวัดสตูลซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ร้องดำเนินการต่อไปแล้ว
จริงอยู่ว่ากรณีหลังนี้ผู้ร้องอาจเรียกค่าเสียหายในระดับสูง มองในแง่กลับกันการร้องเรียนทำให้ผู้ประกอบการเกิดความตระหนักมากขึ้น และส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบ้านเรายังขาดการพิทักษ์สิทธิ์เหล่านี้อยู่มากมาย โดยการปล่อยเลยตามเลย ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความย่ามใจ ไม่ระมัดระวัง กระทั่งมักใช้เป็นช่องทางในการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคเสมอมา
เรื่องบ้านก็มีปัญหามาก ดาวน์ก่อนผ่อนทีหลัง มีการก่อสร้างผิดสเปค มีการสัญญาด้วยวาจาว่าจะช่วยซื้อและหาทางเข้าแบงค์ให้ปล่อยกู้ให้ เมื่อเกิดปัญหากันมากทางจังหวัดก็รับเรื่องเพื่อส่งให้อัยการ ดำเนินการไกล่เกลี่ยแก้ไขข้อพิพาท พี่มณีบอกว่านี่เป็นเพียงกรณีตัวอย่างในอีกหลายๆกรณี ที่ผู้มาร้องเรียนส่วนหนึ่งคือคนทำงานราชการ พอจะมีความรู้หรือช่องทางในการเรียกร้องดำเนินการ และมีคนแนะนำมาให้ร้องเรียน
เมื่อเรื่องมาถึงสคบ.แล้วต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ผู้ร้องต้องเขียนบันทึก ซึ่งหลายๆกรณีทางสคบ.ต้องชี้ช่องแนะนำให้ การเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ควรเป็นอย่างไร อย่างน้อยจะขอไว้ 2 ชุด สำหรับดำเนินการไกล่เกลี่ย เมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องเป็นคดีความกันขึ้นมา
“ทั้งเรื่องบ้านเรื่องรถ เรื่องบัตรเครดิต น้ำไฟ กระทั่งเรื่องการให้บริการรถเมล์ และอื่นๆอีกมากมาย หลายเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ และกระบวนการต่างๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยเดือนละครั้งต้องนัดคู่กรณีมาให้ปากคำหรือไกล่เกลี่ย ในบันทึกหลายๆสำนวนจะเห็นผู้ถูกร้องขอเลื่อนการนัดเจรจาไกล่เกลี่ย เอกสารต้องวิ่งไปวิ่งมา ผ่านสำนักอัยการ กระทั่งไปถึงผู้ว่าฯ แล้วอนุมัติเรื่องลงมาดำเนินการต่อ แต่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเอกสาร ส่งเรื่องให้ผู้ร้องผู้ถูกร้องมาชี้แจงนี่เอง กระบวนการเจรจาและไกล่เกลี่ยก็เกิดขึ้น และเมื่อถึงวันเจรจาไกล่เกลี่ยกันจริงๆ มีคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นคนกลาง การตกลงก็จะง่ายขึ้น เพราะว่าอยู่ในกรอบของกฎหมาย และความเป็นธรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็มักยินดีที่จะไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่แล้ว”
น้องนัฏฐากร ศุภพฤกษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บอกว่าการทำงานของสคบ.ต้องเป็นไปตามระบบราชการต้องส่งเรื่องไปถึงผู้ว่าฯ ในกรณีที่ผู้ร้องเรียนรีบเร่งก็จะแนะนำให้ขอคุ้มครองชั่วคราวหรือฉุกเฉิน หรือการประสานกับอัยการเอง หรือให้ร้องกับทางกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางคนมาในรูปของการปรึกษาหารือ แนะนำให้ไปสรุปค่าเสียหาย หรือปรึกษาทนายก่อน
โดยฝากบอกว่า ผู้ร้องควรคำนึงว่า“เป็นผู้มีสิทธิ์ ส่วนหนึ่งเราสามารถฟ้องศาลได้ เพราะในวันนี้มีกฎหมายรับรอง”
กฎหมายที่ว่านั่นคือทุกวันนี้ก็คือการมีศาลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงแล้วนั่นเอง
อัยการพรพิชัย ไชยมาตร สำนักงานอัยการ (ช่วยคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชน)จังหวัดสงขลา ซึ่งร่วมทำงานประสานดำเนินการไกล่เกลี่ยคดีผู้บริโภค ของสคบ. กล่าวว่าจริงๆแล้วพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคมีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2522 แต่ตอนนั้น คนยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มีสถิติการร้องเรียนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยไปตามกรรมเสียมากกว่า เช่นเรื่องนมเสียนมบูด อาจเป็นเพราะนม 3 กล่องในขณะนั้นราคาเพียง 1 บาท ประกอบกับสถานการณ์เรื่องการบริโภคยังไม่รุนแรงเท่ากับปัจจุบัน
และก่อน 25 สิงหาคม 2551 ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีคุ้มครองผู้บริโภค หรือที่เราเรียกสั้นๆภาษานักกฎหมายว่าพรบ. “วิ ผู้บริโภค” จะกำเนิดขึ้น ต้องพิสูจน์ความเสียหายโดยโจทย์ผู้ฟ้องซึ่งเป็นเรื่องยากในภาคปฏิบัติ อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถึงแม้จะมีช่องทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแต่ไม่อาจใช้การได้สืบมา
อาจกล่าวได้ว่า พรบ.วิ ผู้บริโภคนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการร่วมกันเรียกร้องผลักดันให้มีการปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมาโดยตลอด ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายใหม่ เพราะผู้บริโภคหรือผู้ร้องเรียนสามารถฟ้องด้วยวาจาได้ เมื่อเป็นผู้ฟ้อง ก็สามารถฟ้องฟรี ไม่ต้องเสียค่าจ่ายใดๆในทุกขั้นตอน และไม่ต้องตั้งทนายให้ยุ่งยาก (จำเลยไม่ว่าผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความเสียหาย)โดยจะมีเจ้าหน้าที่บังคับคดีรับเรื่องและลงบันทึกหลักฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ฟ้องเพียงแต่เตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆไปให้พร้อม สามารถฟ้องได้ที่ศาลแพ่ง ศาลจังหวัดโดยตรง หรือศาลแขวงก็ได้
นอกจากนี้ยังมีกระบวนวิธีการพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้น และคำพิพากษาถือเป็นที่สิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์เท่านั้น ทั้งยังให้การคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา และศาลอาจจะใช้ผลการพิจารณาคดีเดิม เป็นฐานในการพิจารณาคดีที่ใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม อัยการพรชัย ได้ให้ข้อคิดแก่ผู้บริโภคที่จะฟ้องร้องคดีว่า เป็นไปได้อยากให้มีการชะลอการฟ้องก่อน โดยใช้วิธีการไกล่เกลี่ย ที่ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค สคบ.เองหรือที่สำนักอัยการเขตก็ได้ การไกล่เกลี่ยเป็น “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก หรือกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์”
ที่แนะนำเช่นนี้เพราะว่าจะเกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคเอง
“ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ศาลนั้นมีคดีต่างๆค้างอยู่เยอะ บางครั้งฟ้องปีนี้ นัดสืบปี 53 สุดท้ายก่อนพิจารณาคดี ศาลก็ต้องสั่งให้ลงมาไกล่เกลี่ยกันก่อนอยู่ดี และที่สำคัญถ้าเรื่องขึ้นสู่กระบวนการศาลแล้ว ต้องแพ้ กับชนะเท่านั้น ไม่มีเสมอ”
อย่างไรก็ตามถ้าดูตามตัวเนื้อหาพรบ.วิ ผู้บริโภค ประกอบกับกระบวนการและขั้นตอนที่เอื้อประโยชน์ทางอรรถคดีจริงๆแล้วก็คือการเปิดโอกาสให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายหรือพลังมากพอในการฟ้องร้องเรื่องก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน สาธารณะหรือการเรียกค่าเสียหายเป็นสิบล้านร้อยล้านอะไรทำนองนั้น ในส่วนนี้เองก็เป็นบทบาทหน้าที่สคบ.ที่จะให้การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มองค์ที่มีข้อกำหนดในการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคดังกล่าวโดยให้การรับรองการจดทะเบียนเป็นชมรมหรือสมาคม อย่างน้อยที่สุดสามารถฟ้องร้องค่าเสียหายแทนผู้บริโภคซึ่งเป็นสมาชิกได้
โดยสามัญสำนึกของชาวบ้านร้านช่องหรือบุคคลธรรมดาทั่วไปแล้ว ใครๆก็ไม่คงไม่อยากขี้นโรงขึ้นศาลให้เป็นคดีความ ให้เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา แต่การมีศาลผู้บริโภคเกิดขึ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ฟ้องต้องการให้คดีถึงที่สุด ส่วนหนึ่งการฟ้องร้องในส่วนของผู้บริโภค ที่สคบ.นั้น เป็นเรื่องความคับข้องหมองใจ การไม่ได้รับการคุ้มครองหรือเป็นธรรม และการมีจิตสำนึกสาธารณะ เช่นว่าเรื่องการให้บริการรถเมล์โดยสารซึ่งราคาค่าโดยสารคงไม่กี่สิบบาท เป็นต้น
ดูตามสถิติจึงเห็นได้ว่าการฟ้องเรื่องสินค้าและบริการจะมาก แต่ก็ได้รับการไกล่เกลี่ยซึ่งถือเป็นขั้นยุติเรื่องเกือบหมดสิ้น และมีจำนวนความเสียหายหรือค่าชดเชยเป็นจำนวนเงินรวมเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี เทียบสัดส่วนกับผู้ฟ้องแล้วถือว่าน้อยมากจนแทบไม่สมควรจะคิดมาฟ้องร้องด้วยซ้ำไปถ้าคิดเพียงแค่เรื่องเงินทอง
แต่การร้องสคบ.ทำให้กรณีพิพาทต่างๆได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยการไกล่เกลี่ย ตกลงในเรื่องค่าชดเชยความเสียหายที่สะดวกรวดเร็วและเป็นธรรมในระดับหนึ่ง
วันนี้ หากมีเรื่องคับข้องหมองใจเรื่องบ้าน เรื่องรถ น้ำไฟ เรื่องบัตรเครดิต มือถือ หรือเรื่องที่จำต้องฟ้องพิจารณาไกล่เกลี่ยคดีความกัน เพียงท่านเดินขึ้นไปบนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดสงขลา
แต่ถ้าเป็นเรื่องจิปาถะที่ท่านประสบพบพานด้วยตัวเอง ต้องการจะร้องเรียน แต่ไม่มีเวลาหรือความสะดวกมากพอ เพียงท่านเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ เซเว่น –อีเลฟเว่น แล้วหยิบใบสมัครซึ่งจ่าหน้าซองติดไปรษณีย์อากรแสตมป์ไว้เรียบร้อย กรอกใบสมัครและรายละเอียดแล้วส่งกลับมาที่สำนักงาน สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานจังหวัดสงขลา ศาลากลางจังหวัดสงขลา ถนนราชดำเนิน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา 90000 หรือโทรมาที่สายด่วนสคบ. 1166 ได้เลย
เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้เป็น “นักร้อง”แห่งชาติขวัญใจมหาชนอีกผู้หนึ่ง ในฐานะที่ช่วยกันคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้กับตัวท่านเองและทุกๆคนไปพร้อมกัน.
(ล้อมกรอบท้ายเรื่อง)
...........................................................................................................
เรียงลำดับแล้ว จากรายงานผลการดำเนินของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2550-กันยายน 2551 พบว่าเรื่องร้องเกี่ยวกับ สินค้าและบริการ มากลำดับมากสุด คือ 23 เรื่อง 23 ราย ซึ่งได้ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 เรื่อง 3 ราย และอยู่ในขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ย/ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือเรียกได้ว่าอยู่ในขั้น “ยุติเรื่อง”จำนวน 13 เรื่อง 13 ราย และเจรจาไกล่เกลี่ยโดยเรียกเงินชดเชยให้ผู้ร้องแล้ว จำนวน 4 เรื่อง 4 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการ 2 เรื่อง 2 ราย รวมเป็นยอดเงินชดเชย 42,050 บาท
รองลงมาเรื่องร้องเกี่ยวกับสัญญา จำนวน 19 เรื่อง 19 ราย เช่นกัน ส่วนนี้ยังไม่มีข้อมูลสรุป แต่อยู่ระหว่างเจรจา ไกล่เกลี่ยชี้แจงข้อเท็จจริง จำนวน 16 เรื่อง 16 ราย
และเรื่องร้องเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน อาคารชุด จำนวน 8 เรื่อง มี 38 ราย มีการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยเรียกเงินชดเชยให้ผู้ร้อง 2 เรื่อง รวมถึง 30 ราย เป็นจำนวนเงินชดเชยถึง 2,068,274 บาท
รวมจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 50 เรื่อง จำนวน 80 รายผู้ร้องเรียนนั้น ได้รับการเจรจาไกล่เกลี่ย หรือยุติเรื่อง 6 เรื่อง จำนวน 34 ราย เป็นเงินค่าชดเชยรวมทั้งหมด 2,110,324 บาท
ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 7 เรื่อง 7 ราย และอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ย/ชี้แจงข้อเท็จจริง 32 เรื่อง 32 ราย และอื่นๆ คือแจ้งให้ผู้ร้องให้ดำเนินการด้วยตนเองรวม 2 เรื่อง
...........................................................................................................