ข่าวนโยบายสาธารณะ
โถข้าวพลาสติกร้อนๆ กับอสม.คิดเอง
โถข้าวพลาสติกร้อนๆ กับ อสม.คิดเอง
รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา
พี่นิมิต แสงเกตุ ประธานสมาคม อสม.จังหวัดสงขลา บอกเล่าให้รู้จักกับบทบาทและหน้าที่เบื้องต้นในความเป็น อสม. “องค์กรภาคประชาชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ซึ่งกินเนสบุ๊คส์รับรอง ที่ทำงานด้านบริการสาธารณสุข
พี่น้องอสม.ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 832,123 คน นับเป็นเครือข่ายและขุมพลังอันยิ่งใหญ่ด้านบุคลากร
“อสม.ในจังหวัดสงขลามีสมาชิกถึง 16,000 คนในทุกอำเภอ มีสัดส่วนรับผิดชอบ 1 คนต่อ 10 หลังคาเรือน”ในฐานะประธานสมาคม อสม.จังหวัดสงขลา พี่นิมิตไม่ได้ดูแลสมาชิกอสม.จำนวนข้างต้นทั้งหมด เพราะการตั้งสมาคม ถ้ามีสมาชิกมากก็จะไม่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เป็นปัญหาเช่นว่า การประชุมสามัญประจำปีต้องมีสมาชิกวิสามัญกึ่งหนึ่ง เป็นต้น จึงต้องมีความกะทัดรัดแต่เน้นที่บทบาทหน้าที่ในการหนุนเสริมการทำงานของเครือข่าย เช่นการหารายได้มาสนับสนุนการทำงานของชมรมฯ
ในหลายเวทีของช่วงที่ผ่านมา พี่นิมิตมีความมุ่งมั่นตั้งใจและพูดถึง การที่งานในส่วนของสาขาการคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่ได้รับรางวัลผลงานอสมดีเด่น.ระดับประเทศเลย และมีความมั่นใจในการผลักดันให้ก้าวไปสู่จุดนั้นให้เราเข้าใจเจตนารมณ์ว่า
“จริงๆแล้วอันนั้นเป็นกุศโลบายที่จะทำให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนเรื่องการประกวดนั้น เป็นหนึ่งในกิจกรรมของงานอสม.ที่ให้รางวัลในหลายๆระดับ และในสิบสาขาย่อยระดับประเทศเท่านั้น”
(ล้อมกรอบ) ในปี 2551 ได้เพิ่มสาขาการปฏิบัติการดีเด่นในพื้นที่ที่มีภาวะวิกฤติด้วย รวม 14 รางวัล ดังนี้ 1) สาขาการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ได้แก่ นางดวงจันทร์ เช้าวันดี จังหวัดขอนแก่น 2) สาขาเอดส์ในชุมชน ได้แก่ นางสมบูลย์ ไชยสาส์น จังหวัดอุดรธานี 3) สาขาสุขภาพจิตในชุมชน ได้แก่ นางสุทัศน์ กล้าคง จังหวัดพัทลุง 4) สาขาการแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้แก่ นายผัด แคนจันทร์ จังหวัดอุดรธานี 5) สาขาการส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ นางจินตนา ปู่สังข์ จังหวัดตรัง 6) สาขาการบริการใน ศสมช. ได้แก่ นางสาวอารี ไชยวรรณ จังหวัดสงขลา 7) สาขาการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ นางวรรณดี เพชรเรือนทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช 8) สาขาการคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ นางนภาพร กุลอ่อน จังหวัดลำพูน 9) สาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ได้แก่ นางสาวสุติมา หมัดอะดัม จังหวัดสงขลา 10) สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน ได้แก่ นายถั่น จุลนวล จังหวัดสงขลา 11) สาขาการปฏิบัติงานดีเด่นในพื้นที่ที่มีภาวะวิกฤติ ได้แก่ นาย อายุ กาซา จังหวัดปัตตานี นายตอแฮ บูรอดียา จังหวัดยะลา นายพือลี ดอเลา จังหวัดนราธิวาส และนายมะยูโซะ เจ๊ะเห็ง จังหวัดสงขลา
พี่นิมิตบอกว่าอสม.สงขลา นับเป็นขุมพลังที่จะทำงานในด้านชุมชนระดับพื้นที่มากที่สุด มีทั้งอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขต และแกนนำ
แนวทางการทำงานของอสม. ณ วันนี้คือยกระดับให้อสม.เป็น “นักจัดการสุขภาพชุมชน” แล้วเชื่อมต่อเรื่องสุขภาพกับพี่น้องในทุกๆด้าน กับอปท. เครือข่าย โดยทำงานในลักษณะสอดแทรก ประสมประสานทุกองค์กร ในหมู่บ้าน ชุมชน เพื่อเป็นสื่อกลางที่จะนำเรื่องราวไปถ่ายทอดขยายผล
อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ที่น่าจะเป็นภารกิจหนึ่งของอสม.ก็คือ ทำให้เป็นแบบอย่าง เรื่องสุขภาพ อาหารปลอดภัย การบริโภคแกงถุงเป็นต้น
“อสม.ถูกคาดหวังมาก ในเรื่องสุขภาพ แม้แต่เรื่องโรคระบาด แนวทางก็คือการติดอาวุธให้กับอสม. โดยการให้ความรู้อย่างน้อยก็ในระดับเบื้องต้นทางด้านสุขภาพ โดยในงานด้านบริโภค อสม.จังหวัดสงขลามีความดีเด่นระดับจังหวัด หลังจากนี้มีความคาดหวังอย่างยิ่งที่จะพัฒนากลไกการทำงานประสานกับเครือข่ายภาคีเพื่อก้าวไปสู่ระดับชาติต่อไป”
เพราะเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ใหญ่ (ที่สุดในโลก) แน่นอนส่วนหนึ่งย่อมมีความล่อแหลม ต่อองค์กรการเมือง ที่จะใช้เป็นเครื่องมือ เช่นการเสนอให้มีเงินเดือนของอสม.ที่ผ่านมา ซึ่งพี่นิมิตไม่เห็นด้วย และเห็นว่าเป็นการทำลาย “อสม.คืออาสาสมัคร คือคนที่ทำงานด้วยจิตใจอาสา ถ้าให้เงินเดือนก็ไม่ใช่อาสาแล้ว การเกิดขึ้นตรงนี้เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์กันมา เป็นเรื่องของสำนึกและความดีงามที่สั่งสมเป็นพลังของสังคม การให้เงินเดือนหรือเงินตอบแทนก็เท่ากับการทำลายตรงนี้ลงทั้งหมด”
คนทั่วๆไปคุ้นกับคำว่า อสม. เป็นอย่างดี กระทั่งก็มีไม่น้อยที่ลืมไปแล้วว่าย่อมาจาก “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่โครงการสาธารณสุขมูลฐานได้รับอนุมัติให้เป็นโครงการที่ 20 ของแผนพัฒนาสาธารณสุขในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4
อสม.นับเป็นกลุ่มพลังทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการมีส่วนรวมกับกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชน
พวกเขา-มีสโลแกน ซึ่งเป็นเสมือนปรัชญาหรือแนวคิดการทำงานหลักของกลุ่มพี่น้องแบบมาตั้งแต่สมัยนั้นที่จำกันได้ดี และไม่ต้องอธิบายความใดๆอีกก็ได้คือ “แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ช่วยงานสาธารณสุข”
พวกเขา ในที่นี้ก็คือ บุคลากรจำนวนกว่า 8 แสนคน ที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ตำบลหมู่บ้าน
ในความหมายของอสม.วันนี้ พี่นิมิตบอกว่า
“อสม.ไม่ใช่เท่ากับสาธารณสุขเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม พร้อมๆกับพรบ.การกระจายอำนาจ ในปีพ.ศ. 2543 อสม.ไม่ใช่มองแค่เฉพาะเรื่องสุขภาพหรือสุขอนามัย ซึ่งอสม.เคยเป็นเสมือนภารกิจหนึ่งของหน่วยงานสาธารณสุข แต่วันนี้โอนอำนาจลงมาสู่อปท.หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเทศบาล ซึ่งเปรียบเสมือนว่า เปลี่ยนนามสกุล แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเกิดความสับสน เพราะท้องถิ่นมีความหลากหลาย ที่จะนำอสม.ไปสู่การเมืองบ้าง การพัฒนาในรูปแบบต่างๆบ้าง ขณะส่วนหนึ่งถูกลอยแพก็เยอะ และมีบางพื้นที่เท่านั้นที่ไม่เกิดการแยกขั้วกันขึ้นในส่วนของอำนาจเชิงการเมือง
เพราะหัวใจคือ กระทรวงสาธารณสุข วันดีคืนดี เป็นลูกเลี้ยง อยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง เหมือนกับการย้ายบ้าน ย่อมกังวล
ภารกิจหลักสมัยก่อนคือในยุคที่บุคลากรทางแพทย์ไม่พอ อสม.มีหน้าที่ ตรวจสุขภาพ ดูแลเรื่องการฝากท้อง อาหารการกิน ตามภารกิจหลัก คือประสานงานสาธารณสุข ข้าราชการ และเจาหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน”
ณ วันนี้ อสม.ก้าวมาอีกขั้น ยกขึ้นมาอีกระดับ และจะไปสู่ทิศทางใด!
“โดยหลักการกระจายอำนาจ ท้องถิ่นเห็นปัญหาชุมชนกว่าส่วนกลาง” พี่นิมิตพาย้อนกลับไปสู่ประเด็นข้อสังเกตว่าในสายของงานคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดสงขลาได้แค่ที่ 1 ระดับเขตคือเขต7 ที่ต้องแข่งกับจังหวัดสตูลเท่านั้น (ซึ่งปีต่อไปเขต 7 จะขยายไปเป็น 5 จังหวัดภาคใต้)
พูดถึงเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ที่จริงนับว่าเป็นภารกิจใกล้ตัว แต่กลับเสมือนไกลตัว เช่นเรื่องรณรงค์ ฉีดวัคซีน วัดความดัน เพราะเป็นการทำในลักษณะกระแส หยอดวัคซีนแม่และเด็ก วันเดียว จบทั่วประเทศได้ นั่นคือศักยภาพของอสม. แต่เมื่อตรวจทานดูแล้วพบว่า ที่ผ่านมาบทบาทหลักจริงๆไม่ได้ทำ องค์ความรู้ไม่มี ในขณะที่อสม.กลับเป็นที่คาดหวัง กับประชาชนว่าจะให้ความรู้ ขยายผล กระทั่งวันนี้ส่วนนี้ถูกละเลย ไม่มีงานชัดเจนในเชิงพื้นที่
บางพื้นที่ บางอำเภอบางตำบลที่ได้รับรางวัล ใช้โครงข่ายอสม. เป็นกลไกในการเคลื่อน เช่นอำเภอบางขัน จังหวัดพัทลุง ชูเรื่อง“คนในชุมชนต้องรู้ทันสื่อ”ทำให้คนในชุมชนบริโภคสื่อ เท่าทัน ข่าว หนังสือพิมพ์ เอกสาร และได้สาขาโรคไม่ติดต่อจากโครงการ “หนึ่งร้อยวัน สลัดมันให้หลุด” คือเป็นกิจกรรมที่ชัดเจน ทำให้เรามองเห็นช่องทาง
จังหวัดสงขลาในปีนี้ได้แก่ นายถั่น จุลนวล นายกฯอบต.ควนรู ได้รับรางวังเป็นอสม.ดีเด่นระดับประเทศ สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน
ส่วนสาขาแพทย์แผนไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ภาคใต้ได้เป็นครั้งแรก และได้อายุต่ำกว่า 60 ปี คือเพียง 30 กว่าปี นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีไม่แพ้กัน และสาขาบริการในศสมช.หรือศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน
เมื่อมานั่งทบทวนดูจังหวัดสงขลาทั้งในระดับเขตระดับภาคและระดับประเทศได้รางวัลอสม.ดีเด่นปีนี้มาทั้งหมด 8 ใน 10 รางวัล คือระดับเขต 4 คน ระดับภาค 1 คน และระดับชาติ 3 คน ซึ่งพี่นิมิตถือว่าผลงานอสม.สงขลาอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศ และนำมาสู่การวิเคราะห์ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภคของเรา
“พอดีสวรส.ได้เล็งเห็นว่า อสม.มีการทำงานที่เป็นลักษณะเครือข่ายที่เข้มแข็งและกว้างขวางใช้ได้ระดับหนึ่ง จึงได้ติดต่อพูดคุยกันในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งประจวบกับเราคิดในส่วนนี้อยู่แล้วพอดี จึงเกิดความร่วมมือและเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องมีการเสนอโจทย์ร่วมก่อนในเบื้องต้น เริ่มจากสำรวจจุดอ่อนว่าคืออะไร”
พี่นิมตบอกว่าหนึ่งต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเรายังไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องอะไร แล้วค่อยพัฒนาการให้รู้ในเชิงเนื้อหาสาระก่อน แล้วต่อจากนั้นก็ตั้งเป้าว่าภายในสองปีหรือปีหน้าเราจะขยับไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
หลังจากนั้นเมื่อได้ธงร่วมกัน การลงทำงานจะไม่ทำในลักษณะปูพรมไปทุกพื้นที่ แต่จะนำอสม.ที่เป็นแกนนำ อำเภอละ 8-10 คนมาพูดคุยเรื่องนี้กันก่อนเพื่อหากรอบแนวทางร่วมกัน โดยเบื้องต้นทางสวรส.สนับสนุนงบประมาณสามหมื่นบาท)
จึงนำมาสู่เวที “สมัชชาผู้บริโภคฉลาดซื้อ อสม.สงขลา”ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 ณ ห้องประชุมลีลาวดี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา คุณโดยพี่นิมิต ในฐานะผู้ประสาน อสม.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สวรส.มอ.ภาคใต้) และพี่น้องตัวแทนแกนนำอสม.ในจังหวัดสงขลา ทั้ง 16 อำเภอๆละ 8-10 คน มาร่วมกันจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อพัฒนาบทบาทของ อสม.ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค
กล่าวได้ว่า...งานคุ้มครองผู้บริโภคบทบาทหนึ่งของ อสม.ที่ถูกลืมเลือนมานาน แม้กิจกรรมของอสม.จังหวัดสงขลาในหลายๆด้านจะมีความเด่นดัง เป็นแบบอย่างของ อสม.ในอีกหลายจังหวัด แต่เมื่อหันมามองกิจกรรมด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กลับพบว่า ยังอ่อนด้อยประสบการณ์อยู่มาก เวทีเสวนาในวันนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการนำเสนอภาพรวมของโครงการพัฒนาระบบเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคใต้โดยเภสัชกร สมชาย ละอองพันธุ์ ผู้ประสานงานด้านวิชาการของโครงการพัฒนาระบบเครือข่ายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคใต้ ได้พูดคุยในประเด็นตัวอย่างปัญหาผู้บริโภคในปัจจุบันที่กำลังประสบอยู่ ต่อมามีการให้ อสม.ทบทวนบทบาทด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของตนเอง และให้ร่วมนำเสนอ พบว่า อสม.มีการดำเนินกิจกรรมด้านการคุ้มครองในด้านการประชาสัมพันธ์ ข่าวสารด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กิจกรรมการเฝ้าระวังด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ตรวจสอบฉลากอาหารในร้านชำ รณรงค์เรื่อง เครื่องสำอาง แต่บทบาทยังคงมีกรอบการคิดที่ไม่กว้างนัก ขาดพลังการทำงาน มักเป็นบทบาทของเชิงบุคคลมากกว่า มีบางกลุ่มที่สามารถฉีกกรอบเดิม เช่น กลุ่มพิทักษ์ไทรงาม จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ในช่วงบ่าย มีกิจกรรมให้ อสม.ลองมองสภาพปัญหาของสถานการณ์คุ้มครองผู้บริโภค ส่วนใหญ่มีการนำเสนอสภาพปัญหาเรื่อง สารพิษตกค้างในอาหารการกินในชีวิตประจำวัน มีบางกลุ่มที่เริ่มมองเห็นปัญหาผู้บริโภคในเชิงมิติด้านอื่น เช่น ค่าไฟฟ้า การใช้โทรศัพท์ หนี้นอกระบบ สัญญาหรือเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ เป็นต้น ต่อมามีการให้ลองคิด เรื่องแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่ง แบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่มตามเขตพื้นที่ แล้วให้นำเสนอตัวอย่างปัญหาร่วมในพื้นที่และแนวทางแก้ไขปัญหา พบว่า กลุ่มอำเภอเมืองสงขลา หาดใหญ่ มีการมองปัญหาในพื้นที่ค่อนข้างเป็นภาพรวมเชิงกว้าง ส่วนการแก้ไขปัญหามีการเสนอให้มีการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภคภาคประชาชน และให้มีการพัฒนาระบบกลไกเฝ้าระวัง กลไกการไกล่เกลี่ยแก่ผู้บริโภค ซึ่งต้องอาศัยคณะทำงานที่มาร่วมกันคิดกระบวนการในการขับเคลื่อน ... อาจกล่าวได้ว่าอย่างน้อยที่สุดในวันนั้นเราเห็นแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์บ้างแล้วสำหรับบทบาท อสม. ซึ่งได้มีการนัดประชุมเพื่อพัฒนาโครงการและกลไกของ อสม.ในการคุ้มครองผู้บริโภคในวันที่ 18 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา
จากวันนั้นถึงวันนี้ พี่นิมิต บอกว่าสำหรับบทบาทของอสม.ในเชิงกระบวนการทางยุทธศาสตร์แล้วมีความชัดเจน คือทิศทางที่นำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภค และจากการพูดคุยที่ผ่านมามีการวางกรอบ เพื่อปรับพื้นที่ให้เข้มแข็ง แบ่งเป็น 4 โซนหรือเขตพื้นที่ ซึ่งเลือกในเบื้องต้นไว้แล้วอาจจะเป็นสทิงพระ รัตภูมิ คูหาใต้ หรือน้ำน้อย และก็โซน 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาไม่จะนะก็เทพา ซึ่งจะเป็นพื้นที่ของพี่น้องมุสลิม โดยแต่ละอำเภอคัดเลือกมาหนึ่งแห่ง โจทย์ก็คือปัญหาของพื้นที่คืออะไร
“กรณีตัวอย่างที่ไปพบ เช่นสิงนคร ที่วัดชะและซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอายุเก่าแก่ห้าร้อยหกร้อยปี พบหลังครัวของวัดมีขยะกอง ทั้งเก่าใหม่ จึงได้นั่งพูดคุยกับนายกอบต.ที่นั่น และเห็นตรงกันว่าจะใช้โจทย์อันนี้เองทำให้พี่น้องคนชะแล้ เห็นคนในชะแล้จะไม่เป็นเช่นนั้น โดยวัดเป็นเซ็นเตอร์ แล้วมีการทำข้อกำหนดตกลงกันว่าใครเข้ามาวัดไม่ใช้พลาสติก ทิ้งขยะที่วัดปรับทันที ห้าร้อยบาท อย่างนี้เป็นต้น ต่อมาก็ได้แนวคิดต่อไปว่าที่นี่ไม่เลี้ยงกาแฟ ให้แม่บ้านทำน้ำสมุนไพร แก้วละสามบาท กับต้มผูกสี่ลูก ห้าบาท เป็นเบรกแปดบาท”
วิธีการก็คือร่วมกันออกแบบหรือหาโมเดล คือออกแบบรูปแบบการเคลื่อนกิจกรรม อาจจะมีอบต.ช่วยวางมาตรการในชุมชน สำคัญที่สุดให้เป็นโจทย์ปัญหาของเขาเอง ในส่วนของบริโภคให้ชัดเจนจริงๆ แล้วหาเครื่องมือหรือกลไกในการดำเนินการ ซึ่งจะทำให้สู่เรื่องงบประมาณหรือการจัดการ
(และในเบื้องต้นส่วนนี้ ทางสวรส.มีงบสนับสนุนมาให้ หนึ่งแสนบาท เท่ากับพื้นที่ละสองหมื่นห้า ต่อหนึ่งโมเดล)
พี่นิมิต บอกว่าโจทย์ร่วมในวันนี้ที่สรุปไปในทางเดียวกันแล้วก็คือ ในชุมชนตามงานพิธีต่างๆไม่ว่างานบวช แต่ง งานศพ เราจะพบปัญหาถุงพลาสติกรองหม้อโถข้าวสวยร้อนๆ กระทั่งไปคุยที่ไหนพี่นิมิตเองก็จะถูกถามเหมือนกับฝากภารกิจนี้ให้กับอสม. ซึ่งในกรณีนี้หลายๆคนต่างก็ลงความเห็นคล้ายๆกันทำนองว่า “ไม่แน่ใจว่าแรกเริ่มเดิมทีมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหนยังไง แต่ทุกวันนี้ระบาดไปทั่วทุกแห่งหนทุกตำบลทุกพื้นที่ ไม่เฉพาะแต่จังหวัดสงขลา หากแต่พูดได้ว่าระบาดไปทั่วทั้งประเทศก็ว่าได้ หลายๆกรณีหลายๆครั้ง ในส่วนของอสม.เองเมื่อทักถามติเตือน อาจจะเชิงทีเล่นทีจริง แต่ดีไม่ดีก็จะถูกตอบกลับมาว่าที่พูดๆน่ะได้มาช่วยแม่บ้านช่วยวัดล้างหม้อล้างชามละหรือ ประเด็นปัญหาก็คือเขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วพลาสติกเมื่อโดนความร้อนมากๆก่อให้เกิดสารอันตรายอะไรบ้าง มีโลหะหนักต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอนไม่มากก็น้อย และเมื่อเกิดเป็นเหมือนค่านิยม วิถีปฏิบัติกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพิกเฉยโดยไม่คำนึงถึงโทษภัยนั้น เท่ากับว่าคนทั่วทั้งประเทศได้รับอันตรายโดยไม่มีใครตระหนกและตระหนักกัน” แต่ ณ วันนี้อสม.สงขลาร่วมกับสวรส.ตระหนัก และกำลังให้กลุ่มใน 4 โซนพื้นที่นำร่องไปออกแบบกิจกรรมเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคนี้กันมาด้วยตัวของเขาเอง
ให้กลุ่มคนเล็กๆที่ครั้งหนึ่งกินเนสบุ๊คส์เคยบันทึกไว้ว่าเป็นคนใน “องค์กรภาคประชาชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก”ได้มาทำอะไรๆที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นขึ้นไปอีก นั่นก็คือสุขภาพของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศไทยต้องได้รับการคุ้มครอง. 