เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

ข่าวนโยบายสาธารณะ

3 ประสาน อปท.สงขลา เดินหน้างานคุ้มครองผู้บริโภค

by วัฒนชัย มะโนมะยา @December,16 2008 09.01 ( IP : 118...49 ) | Tags : ข่าวนโยบายสาธารณะ

:: ท้องถิ่นห่วงใย ใส่ใจผู้บริโภค องค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสงขลา

รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา

คำว่า “บริโภค”ในวันนี้เป็นที่เข้าใจมากขึ้นว่าหมายรวมไปถึงการอุปโภค บริโภค และบริการ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของทุกๆคน

เมื่อเรามีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ก็จะมีช่องทางในการร้องเรียน ได้แก่สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (หรือสคบ.) ในส่วนกลางหรือระดับจังหวัด ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภคประจำจังหวัดที่จะทยอยตั้งขึ้น กระทั่งปัจจุบันมีศาลคุ้มครองผู้บริโภคให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชย

ถือเป็นยุคที่เบ่งบานของผู้บริโภคก็ว่าได้

หากแต่ในความเป็นจริงในอีกด้านหนึ่ง การดำเนินการเรื่องเหล่านี้ที่ผ่านมายังติดปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง เช่นเรื่องความสะดวก ล่าช้าไม่ทันใจไม่ทันการณ์ กระทั่งขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ
และที่สำคัญขาดซึ่งพลังหรือปากเสียงเพียงพอในการเรียกร้องและดำเนินการ

การรวมตัวกันเป็นเครือข่าย การจัดตั้งศูนย์ร้องเรียน และการดำเนินการโดยอาสาสมัครของพี่น้องในชุมชนคนในพื้นที่เอง จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เกิดผู้บริโภคเข้มแข็ง รักษาสิทธิและความชอบธรรม ก่อให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งด้านอุปโภค บริโภค และบริการอันจะพึงมีพึงได้แก่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมา

เป็นที่น่ายินดีว่าในวันนี้ภาคส่วนท้องถิ่นและชุมชนเองได้หันมาให้ความสนใจและใส่ใจงานคุ้มครองดูแลผู้บริโภคมากขึ้น

ในจังหวัดสงขลาเอง องค์กรบริหารส่วนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ และเทศบาลตำบลปริก อำเภอสะเดา ได้ทำงานในส่วนนี้อยู่และมีแนวทางต่างๆที่น่าสนใจ

:: การจัดการสุขภาพชุมชนดีเด่นระดับชาติ 2551 องค์การบริหารส่วนตำบลควนรู

นายถั่น จุลนวล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนรู ซึ่งได้รับรางวัลอสม.ดีเด่น ระดับชาติ ปี 2551 สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน บอกเล่าแนวทางการทำงานในด้านคุ้มครองผู้บริโภคว่ามีการพูดคุยกันในวงต่างๆและทำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการประชุมระดับตำบลหรือเป็นการภายในก็ตาม
“เช่นโครงการปลูกผักปลอดสารพิษทุกครัวเรือน โดยในปี 2552 จะเปิดตลาดชุมชนปลอดสารพิษ ซึ่งได้รวบรวมสมาชิกจากแต่ละหมู่บ้านอีกทีหนึ่ง โครงการนี้เมื่อทำแล้วสามารถยืนยันได้ว่าปลอดสารพิษจริงๆ โดยจะมีการตรวจสอบจากหน่วยงานของสวรส. หรือโรงพยาบาล โดยจะติดเป็นเครื่องหมายตราสัญลักษณ์อะไรก็ว่ากันไป”

นายกถั่นบอกว่าอันดับแรกที่เริ่มดำเนินการแล้วก็คือโครงการเปิดตลาดขายอาหารปลอดสารพิษที่บริเวณสี่แยกคูหา โดยสถานที่ได้รับถ่ายโอนมาจากทางหลวงประมาณ 10 ไร่ เป็นถนนสายเก่าที่ว่างอยู่ ติดบริเวณชุมชนซึ่งผู้คนสัญจรไปมาได้สะดวก และคิดว่าพ่อค้าแม่ขายสามารถขายได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสการตอบรับในเรื่องการไม่เอาสารเคมี ซึ่งพร้อมกันนี้ก็จะได้ดึงคนให้ปลอดภัยต่อสารพิษมากขึ้น และมรรคผลอีกทางก็คือการนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ลดรายจ่ายในครัวเรือน และให้ผลทางสุขภาพ ตอนนี้กำลังปรับปรุงถนนหนทาง ปรับปรุงพื้นที่ วางแปลนออกแบบจัดระเบียบหมวดหมู่ เช่นว่าจะให้ขายเนื้อ ขายข้าวสาร อาหารถูกสุขภาพในเกณฑ์ไหน อาจจะมีการแบ่งโซนเช่นพืชผักพื้นบ้าน ซุ้มหลังคาเน้นการใช้วัสดุในท้องถิ่น เป็นต้น

อีกส่วนหนึ่งของตำบลควนรู ประสานกับศูนย์อนามัย สาธารณสุข และแกนนำอสม. คือการรณรงค์เรื่องในงานเลี้ยงต่างๆ ที่ใส่โถข้าวพลาสติกร้อนๆ ซึ่งเกิดนิยมขึ้นมาในปัจจุบัน โดยเฉพาะงานศพซึ่งมีคนมางานมาก รณรงค์ชี้ให้เห็นโทษของสารพิษปนเปื้อน ซึ่งใช้ถุงพลาสติกแบบไม่มีคุณภาพ ไม่ใช่แบบที่ใช้เฉพาะกับของร้อนซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่าถึงขนาดส่งกลิ่นไหม้พลาสติกออกมาเลย

ทั้งนี้ในส่วนนี้ได้ให้พระครูสิริญาณ วิมล ท่านเจ้าสำนักสงฆ์เกาะบก ได้เทศน์ให้ญาติโยมฟังในงานศพ ร่วมรณรงค์ไปด้วยในตัว เพื่อให้ฉุกคิดว่าจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร ในเบื้องต้นพื้นที่ควนรูเองยังพอหาทางป้องกันได้เพราะยังเข้ามาไม่มากนัก

กล่าวถึงสถานีวิทยุ 101MHz. เป็นสถานีวิทยุในเครือข่ายพระพุทธศาสนา ก็ได้ใช้เป็นสื่อรณรงค์เรื่องต่างๆให้กับชุมชน กระจายเสียงไปทั่วเขตพื้นที่รัตภูมิ ควนเนียง รวมไปถึงป่าบอนจังหวัดพัทลุง “โดยมีผู้จัดรายการ 60-70 คน มาจัดรายการได้ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล สาธารณสุข อนามัย จะมาจัดประมาณอาทิตย์ละครั้งให้ความรู้ในด้านสุขภาพและประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสหกรณ์ จากรัตภูมิเอง กลุ่มพี่น้องเกษตรจากหน่วยงาน นายอำเภอ ปลัด องค์กรชุมชนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสตรี แม่บ้าน อปพร.กำนันผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ หรือหน่วยงานจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย”

โดยอบต.จะให้งบอุดหนุนเป็นค่าน้ำค่าไฟปีละ 20,000 บาท และงบดำเนินการอีกส่วนจากการทอดผ้าป่าสามัคคี แนวคิดก็คือให้ท้องถิ่นดูแลกันเอง ไม่พึ่งทางราชการหรือรัฐ ให้เป็นวิทยุชุมชนจริงๆ เป็นวิทยุเพื่อสาระมากกว่าบันเทิง บวกกับธรรมะ

“ถ้าถามถึงสถานการณ์ผู้บริโภคจริงๆ ต้องยอมรับว่าชาวบ้านเองยังไม่มีความตื่นตัว ยังเฉยๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากยังไม่มีข้อมูลในเรื่องเหล่านี้มากนัก เช่น ซื้อของสักอย่างใช้ไม่ได้ก็โยนทิ้ง นี่คือความเคยชินตามแต่ก่อนมา”

ในส่วนของแผนงานอบต.ที่ดำเนินการด้านสุขภาพให้กับชาวบ้านในตำบลนายกถั่นบอกว่ามีหลักๆอยู่ 3-4 เรื่องได้แก่ อาหารการกิน การออกกำลังกาย และด้านสวัสดิการ เช่นช่วยเหลือสมาชิก สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล หรือเสียชีวิต มีเงินกองทุนหมู่บ้าน โครงการสัจจะวันละบาท โดยส่วนสวัสดิการพื้นฐานนี้จะมีเงินทุนหมุนเวียน ทั้ง 9 หมู่บ้าน ประมาณ 100 ล้าน

นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจแบบบูรณาการ โดยเป้าหมายคือตำบลพึ่งตนเอง ส่วนหนึ่งคือให้การเกี่ยวข้องกับอบายมุขในชุมชนลดลง โดยการลด ละ เลิก ซึ่งเป็นแผนบัญญัติไว้ในอบต. เช่นงดเหล้าวันพระ คือเดือนละ 4 วันในลำดับแรกหรืออย่างน้อย โดยทำจากเล็กๆขยายไป จากคนที่กินเหล้าทุกวันก็ลดลง มีการรณรงค์ให้สมาชิกให้สัจจะ โดยทดลองกับสมาชิกในหมู่บ้านมาแล้วร่วม 50 คน ส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือลดรายจ่ายลงด้วย ส่วนนี้นอกจากได้ผลแล้ว ยังได้ขยายจากหมู่บ้านไปสู่ระดับตำบล ที่สำคัญใช้งบไม่มากแต่เข้าถึงตัว เช่นพิมพ์รณรงค์แบบง่ายๆในกระดาษเอสี่แจกจ่ายและติดประชาสัมพันธ์ไว้ตามที่สาธารณะ

“ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตร เช่นลดเลิกการใช้สารเคมี ทำปุ๋ยใช้เอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องธนาคารขยะ ในหมู่บ้านโดยทำเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ก็อยู่ในบัญญัติแล้ว โดยเริ่ม 2 จุด คือสี่แยกคูหา โดยทำไว้มุมหนึ่ง เป็นธนาคารขยะ  เช่นขวด แก้ว พลาสติก โซนอบต.วัดไทรใหญ่ ร่วมด้วยอปพร. ให้พี่น้องชาวบ้านนำมาขายที่ตลาด ร่วมกับทางโรงเรียนวัดไทรใหญ่ ให้เด็กนักเรียนนำขยะจากครัวเรือนมาขายที่โรงเรียน

“มีการพาเด็กนักเรียนจากโรงเรียนโคกค่ายส่วนหนึ่งประมาณ 150 คนไปศึกษาเรียนรู้ ตามเวทีต่างๆ เพื่อให้เด็กนำไปขยายผลต่อที่บ้าน โดยเราอาศัยรูปแบบการจัดการขยะของโรงเรียนบ้านชายคลอง เทศบาลตำบลกำแพงเพชร ซึ่งได้รับรางรางวัลอันดับ 1 ของประเทศ ที่เขาทำการคัดแยก แล้วรับซื้อ อาทิตย์ละครั้ง ที่เหลือทำปุ๋ยอินทรีย์จากของสด เศษผัก ผลไม้

“ในส่วนของอสม.ระดับตำบล เราจะทำโรงเรียนอสม. ตั้งงบอบต.ลงไปแล้ว 1 แสนบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพ อสม. อาทิตย์ละครั้ง ให้อสม.แต่ละหมู่บ้านเลือกงานสาขาที่ถนัดมาใน 10 สาขา ซึ่งปีนี้จะเพิ่มในส่วนของอนามัยแม่และเด็ก โดยจะส่งหนังสือคู่มืออสม. จำนวน 400 เล่ม ซึ่งมอบให้ไปแล้ว 100 กว่าคน และขยายไปสู่อสม.น้อย ให้เด็กนักเรียนเรียนรู้ ฝึกอบรมเป็นอสม.ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน
“โดยตั้งงบประมาณสมทบไว้ 1 แสนจากงบส่วนหนึ่งของสปสช.ที่ให้รายหัวรายละ 37.50 บาท ให้ชุมชนทำโครงการ ร่วมกับสสจ. ประสานกับอสม.จังหวัด เน้นการคุ้มครอง ในตำบลมีการคุยนอกรอบกันตลอด แต่ปัญหาในพื้นที่มีมาก เช่นในช่วงนี้ติดปัญหาด่วนเรื่องน้ำท่วมก็ต้องพักไว้ก่อน แต่เป็นโครงการที่ทำแน่นอน เพราะเป็นบัญญัติปี 2552 แล้ว

“ตอนนี้จะมีรถกระบะติดเครื่องขยายเสียง ตระเวนไปตามหมู่บ้านรณรงค์และรับซื้อด้วย ส่วนนี้จะดำเนินการในรูปของคณะกรรมการที่มาจากผู้ใหญ่บ้าน มีผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นที่ปรึกษา เป็นคณะกรรมการร่วมกัน

“เนื่องจากเห็นว่าบางครั้งหอกระจายข่าว ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ต้องมีรถตระเวนด้วย โดยส่วนตัวได้ลงทุนควักเงินส่วนหนึ่งมาช่วย เพราะคิดว่างานบางอย่างต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ และต้องทำก่อนและทำให้ต่อเนื่องเพื่อรณรงค์นำไปสู่โครงการอื่นๆอีกมากในเรื่องขยะ เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค”

นายถั่น จุลนวล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนรู ซึ่งเป็นอบต.ขนาดกลาง มีพี่น้องประชากร 6,125 คน จากประสบการณ์การเป็นนายกในปีที่ 5 สมัยที่ 2 และเป็นอสม.มา 11 ปี บอกเล่าการทำงานร่วมกับพี่น้องและเครือข่ายภาคี ผ่านแง่มุมของการจัดการสุขภาพชุมชนชาวตำบลควนรู

:: เทศบาลตำบลรางวัล LDI  AWARDs ประจำปี 2550 เทศบาลตำบลปริก

เทศบาลตำบลปริก อำเภอสะเดา ซึ่งเป็นเทศบาลตำบลเล็กๆ มีประชากรประมาณ 6,000 คน ( 90 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในเขตเทศบาลเป็นพี่น้องมุสลิม) หากแต่เป็นเทศบาลตำบลที่มีการบริหารจัดการดีเด่น โดยได้รับรางวัล LDI  AWARDs เทศบาลที่มีพัฒนาการความน่าอยู่ของเมืองในภาพรวมจากปี 2548-2550 สูงสุด 10 อันดับแรก ประจำปี 2550
นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก บอกว่าในส่วนของงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้น  ได้ผ่านเวทีการพูดคุยและกำนดทิศทางเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และเป็นการเชื่อมโยงไปสู่การขับเคลื่อนในระดับแผนชุมชน  ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่และทีมงานก็ได้ผ่านขั้นตอนการฝึกอบรม  การทดลองปฏิบัติ  และการเรียนรู้จากกิจกรรม และโครงการต่างๆของเทศบาลไปบ้างแล้ว พอที่จะมีความรู้พื้นฐานในงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่บ้าง
“เป็นประจำในทุกวันที่  28 ของเดือนซึ่งเป็นการประชุมประจำเดือนคณะกรรมการชุมชน ก็จะนำเรื่องดังกล่าวนี้เข้าประชุมทีมด้วย อย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งจะมีแนวทางการขับเคลื่อนเป็นระบบผ่านประสบการณ์การทำงาน โดยการคุยร่วมกันในระดับกรรมการชุมชน แล้วนำไปสู่การบูรณาการแผนกับงานต่าง ๆ  ที่มีอยู่หลายแผนงานและ หลายโครงการ  ที่มีเนื้องานคล้าย ๆ กัน”
โดยเนื้อหาเรื่องการบริโภคที่ปลอดภัย  กิจกรรมที่เป็นทางอ้อมอัส่งผลต่อการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การรณรงค์ไม่ให้มีการใช้สารเคมีในเรือกสวนไร่นาของพี่น้องประชาชน  การส่งเสริมการเพาะปลูกพืชผักท้องถิ่น ง่าย ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงตลาดภายนอก  ฯลฯ  ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการของเทศบาลและชุมชน  ที่จะต้องทำร่วมกันระหว่างชุมชนกับเทศบาล ภายใต้โครงการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ฯ และการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม ที่งานพัฒนาชุมชน กองสวัสดิการสังคม ได้รับผิดชอบดูแลอยู่
นอกจากนั้นในส่วนที่กองสาธารณสุขรับผิดชอบดูแล ก็จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานคุ้มครองผู้บริโภค เช่นเดียวกัน ได้แก่การออกเดินเคาะประตูบ้าน และการเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยหารือกับพี่น้องประชาชนในเรื่องผลกระทบที่เกิดในแต่ละเรื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพ  อนามัย  สิ่งแวดล้อม  และสุขภาวะ  ในขณะเดียวกันเทศบาลได้ดำเนินการออกแบบสอบถามควบคู่กับการทำงานเชิงประเด็นด้วยเช่นกัน
โจทย์ง่าย ๆ ของพวกเรา คือผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือมีความเสียเปรียบในเรื่องใด อย่างไร  ก็ต้องมาตั้งเป็นประเด็นขึ้นมาก่อนนำไปสู่การพูดคุย  วิธีการ คือสร้างกลไกการเชื่อมต่อในการมองภาพให้เห็นเป็น ๆ เรื่องที่ชัดๆ  เอาให้ใกล้ตัวมากที่สุดก่อน  เป็นประเด็นที่อยู่ในส่วนที่สามารถลงมือทำได้ทันที  และขยายผลไปสู่การร่วมมือประสานงาน และบูรณาการกันในระดับชุมชน ในแต่ละกิจกรรม “เช่น หากวิเคราะห์ในระดับครัวเรือน หนึ่ง ๆ  เราพบว่า  เดิมทีนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดติดและตกเป็นเหยื่อระบบทุนนิยมโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้กระทั่งพืชผักสวนครัว เช่น พริก ขมิ้น ตะไคร้  ใบมะกรูด และรวมทั้งผักต่าง ๆ เมื่อก่อนของพวกนี้ พี่น้องชาวบ้านปริกเขาหาซื้อกันในตลาดทั้งนั้น  ซึ่งไม่มีใครรับรองว่าเป็นผักที่ฉีดยาหรือไม่  ด้วยเพราะเขาถือว่าเป็นเรื่องง่าย เพียงมีเงิน มีสตางค์ ก็ไปหาซื้อที่ตลาด อะไร ๆ ก็ไปตลาดทั้งหมด  เราจึงคิดทบทวนกันในมู่คณะกรรมการชุมชน เจ้าหน้าที่ส่งเสริม ว่าจำเป็นที่จะต้องลดแรงการซื้อ พริก ขมิ้น ตะไคร้  ฯลฯ  จากตลาดลง โดยได้ส่งเสริมให้พี่น้องชาวบ้านหันมาปลูกกินกันเอง ข้างบ้านหลังบ้าน หรือที่ดินที่เคยปล่อยว่างร้างรกมาก่อน ไม่ต้องรอใคร ไม่มีวันดีเดย์ แต่เป็นการรุกคืบทันที  โดยเริ่มที่ชุมชน ๆ ละ 2-3 หลังคาเรือน  คนไม่ทำได้เห็นเป็นตัวอย่าง  แล้วค่อย ๆ ทำตามกันไป การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ปลูกเองข้างบ้านได้  รู้ว่าไม่ได้ฉีดยาและไม่ได้ใช้สารเคมี ไม่อันตรายต่อการบริโภค  ซึ่งตอนนี้ก็ได้ขยายผลต่อไปบ้างแล้ว และเริ่มทำกันเกือบทั้ง 7 ชุมชนแล้ว

เรื่องที่พบใหม่และใกล้ตัวที่สุดอีกเรื่องคือเรื่องการให้บริการไปรษณีย์ซึ่งนายกสุริยาบอกว่าได้มีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านถึงปัญหาการให้บริการรับส่งจดหมาย  ได้เข้ามามากเหลือเกิน มีการฝากให้เทศบาลช่วยเป็นสื่อกลางในแก้ไขปัญหา  เรื่องการส่งจดหมายล่าช้า  ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง  ส่งผิดส่งถูกบ้าง  สูญหายไปบ้าง  เลยทำให้การนัดหมายต่าง ๆ ทั้งที่เป็นหนังสือราชการ และจดหมายของชาวบ้านที่ติดต่องาน ซึ่งจดหมายมาถึงหลังจากที่วันนัดหมายได้ผ่านเลยไปแล้ว  ทำให้ส่งผลกระทบและเกิดความเสียหายต่อผู้รับ(เจ้าของจดหมาย) เช่นจดหมายสมัครงาน เรียกตัวเข้าทำงานของเด็กจบใหม่ หรือจดหมายเรียกสอบ เป็นต้น ส่วนหนึ่งเพราะในเขตเทศบาลเองนั้นไม่มีที่ตั้งของหน่วยงานไปรษณีย์โดยตรง  เป็นเพียงไปรษณีย์ที่รับช่วงผ่านมาจากที่ทำการไปรษณีย์สะเดาอีกทอดหนึ่ง  และทำให้เกิดคำถามว่าการแยกออกมาเป็นบริษัทเอกชนดำเนินการนั้นมีคุณภาพจริงหรือ ในฐานะพี่น้องผู้ใช้บริการก็อยากเรียกร้องในส่วนนี้ และได้แจ้งไปยังบริษัทไปรษณีย์สะเดา ก็หลายครั้งแต่ไม่ได้รับการแก้ไข จึงคิดว่าต้องหาแนวทางการในการแก้ไขกันต่อไป นายกสุริยา ยีขุน บอกว่าประชาชนคือผู้บริโภคการให้บริการของรัฐ ผู้บริโภคในฐานะพลเมืองซึ่งรัฐต้องมีหน้าที่จัดสวัสดิการความปลอดภัยบนท้องถนนให้ประชาชน  ดังนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังเป็นกังวลและเป็นความต้องการของชาวบ้านที่ให้กลไกของรัฐมาดำเนินการแก้ไขปัญหาให้  ได้แก่เรื่องถนนกาญจนวนิชที่มีบางช่วงบางตอนขลุขละเป็นหลุม  ซึ่งส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยประชาชนในการขับขี่ยวดยานพาหานะด้วย ในฐานะผู้บริโภคจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบเข้ามาดำเนินการแก้ไข และปกป้องคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของประชาชนในฐานะของผู้บริโภค
“อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องไฟฟ้าสาธารณะ บริเวณเกาะกลางถนนกาญจนวนิช ในย่านชุมชนเทศบาลตำบลปริก  กรณีนี้ไฟฟ้าเกาะกลางที่กรมทางหลวงติดตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ดับสนิท ไม่มีแสงสว่างเป็นเวลานานหลายเดือน  หน่วยงานรับผิดชอบไม่มาสอดส่องดูแลหรือซ่อมแซมให้สามารถใช้การได้ตามที่ได้แจ้งไปแล้ว  บริเวณที่ไฟไม่สว่าง ไฟเสีย ทำให้เป็นจุดเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยๆ ครั้ง และไม่สะดวกปลอดภัยในการสัญจรในยามค่ำคืน  เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอยู่เนือง ๆ ”
เรื่องการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์  นายกสุริยา บอกว่าในส่วนของเทบาลตำบลปริก ก็จะเกิดขึ้นในรูปแบบของ call center เพื่ออำนวยความอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวบ้านได้ร้องเรียน ส่งข่าวสารข้อมูลต่างๆ  โดยเทศบาลทำหน้าที่ในฐานผู้ประสานงานและร่วมมือในการเยียวยาขั้นต้น  ซึ่งได้รับการยืนยันว่า จะพยายามปรับปรุงวิทีการทำงานของเทศบาลให้สามารถรับเรื่องราว และแก้ไขคลี่คลายปัญหาให้กับชาวบ้านต่อไป ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารอีกช่องทางหนึ่ง
“การเป็นช่องทางในการพิทักษ์สิทธิ์นั้นไม่ได้ทำในลักษณะที่ใหญ่โตอะไรเลย  แต่จะเป็นไปในลักษณะคล้าย ๆ กับเป็นแหล่งหรือช่องทางสำหรับชาวบ้านที่จะสามารถปรึกษาได้  การทำงานก็จะเป็นรูปลักษณ์ขององค์กรที่บูรณาการกับแผนงานอื่นๆ  เป็นศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ทางสังคม ไม่ใช่งานสังคมสงเคราะห์แบบพี่มีแต่ให้(ลูกเดียว)    นอกจากนั้นยังมีบริการด้านอื่นๆที่ร่วมอยู่ด้วย หลังย้ายสำนักงานใหม่  ก็จะใช้สถานที่เก่า ทำเป็นศูนย์ประสานรับเรื่องร้องทุกข์  รวมทั้งในส่วนของเวบไซต์ www.tonprik.org กำลังดำเนินงานประสานกับเวบมาสเตอร์ ในการทำเวบบอร์ดเพื่อแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนความไม่เป็นธรรม และการพิทักษ์สิทธิ์ของผู้บริโภคอีกช่องทางหนึ่งด้วยเช่นกัน” สิ่งที่ทำควบคู่กันไปได้ตามแผนงานปกติของเทศบาล ได้แก่ การเยี่ยมแม่และเด็กหลังคลอด ดูแลเรื่องการบริโภคของแม่และเด็กหลังคลอด  การเยี่ยตลาด  ร้านประกอบการขายอาหาร  โดยทีมอสม.  ที่ชักชวนกันเองในกลุ่มแกนนำตามแผนสุขภาพของเทศบาล เพื่อออกเยี่ยมชุมชนในวันที่มีตลาดนัด และวันอื่น ๆ โดยทั่วไป ก็จะไปเยี่ยมตามร้านขายของ  ร้านขายอาหาร ประเภทข้าว และก๋วยเตี๋ยว  ว่าใช้วัตถุดิบในการประกอบอาหารอย่างปลอดภัยมากน้อยประการใด  ในบางโอกาสก็จะประสานงานกับคณะและทีมงานจาก ม.อ. ร่วมกับนักวิชาการลงตรวจเยี่ยมพื้นที่อย่างทั่วถึง เพราะที่ตลาดปริกนั้นมีร้านค้าไม่มากนัก
รวมทั้งในในส่วนของยุวสคบ. มีการประชุมแผนงานในการนำกลุ่มแกนนำเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมกิจกรรมโครงการยุวสคบ.
นายกสุริยา บอกว่าผลลัพธ์ที่วางไว้จะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาทางความคิด ที่ต่อยอดกับงานคุ้มครองผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
“มองลึกๆก็คือวิถีชุมชน เรื่องสุขภาพ อาหารการกิน เป็นอยู่แบบพอเพียง รู้จักหันหลังให้ทุนนิยมบริโภคนิยมที่ฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น ทำกิจกรรมต่างๆโดยความสุข ไม่บังคับ  เรื่องอื่นๆก็จะเดินหน้าไปได้เองโดยไม่ยากนัก  เช่น เทศบาลให้พนักงานดูแลความสะอาดในชุมชน สังกัดกองสาธารณสุข  ช่วยกันปลูกตะไคร้ไว้สองข้างทางริมถนนในชุมชน ที่มีพื้นที่ว่าง ปลูกแล้วพี่น้องชาวบ้านคนไหน ๆ ในชุมชนก็สามารถมาถอนตะไคร้เอาไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหารในครัวเรือน หรือเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
              ........................................................................................

ในส่วนของการขยับเวทีสมัชชาผู้บริโภค คุณภาคภูมิ โภชนุกูล ผู้อำนวยการวิชาการกองแผนงาน เทศบาลตำบลปริก บอกว่าหลังจากเวที “สมัชชาผู้บริโภคฉลาดซื้อ”ซึ่งได้จัดร่วมกับสวรส. ณ ศาลาเอนกประสงค์เทศบาลตำบลปริก ในวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ผ่านมา ซึ่งได้คณะทำงานแล้วก็ดำเนินการจัดเวทีแบบปูพรมไปแล้วใน 4 ชุมชน และจะทำให้ครบ 7 ชุมชนต่อไป โดยเป็นเวทีให้ความรู้ และนำไปขยายผลกับเด็กและเยาวชน  เริ่มต้นจากโรงเรียนบ้านปริก  โรงเรียนบ้านปริกใต้  โรงเรียนพัฒนศาสตร์มูลนิธิ  และโรงเรียนเทศบาลตำบลปริก  ก่อเกิดเป็นยุวสคบ. ขึ้นมา คล้ายๆอย.น้อย คุณภาคภูมิ หรือพี่ปุ่นบอกว่าได้นำเรื่องตรงนี้ไปสู่เยาวชนในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค โดยโครงการพัฒนาศักยภาพ ยกสคบ.ไว้ที่เทศบาล ร้องทุกข์ ไม่ใช่จับผิด แต่มีการตรวจตลาดโดยเทศบาลร่วมกับประชาชน ผู้ประกอบการ ร่วมกับ “แฟนคลับ”ของเวบไซต์ “แนวคิดคือนำไปสู่การทำศูนย์จังหวัดละ 1 แห่ง ยกไว้ที่เทศบาล การจัดเวทีจึงไม่อยากให้เป็นแค่เสือกระดาษ  อาหารหมดอายุทำอะไรไม่ได้  ต้องการประสานงานกับสวรส. เพื่อออกกฎหมาย  ระเบียบข้อบังคับ  เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจโดยใช้วิธีทางนิติกรจัดการปัญหา เราสร้างเวที สร้างเพื่อนสร้างพวก ก่อให้เกิดการเรียนรู้ งานคุ้มครองผู้บริโภค งานที่ควรจะทำเป็นโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตที่วางไว้ เชื่อมโยงให้เป็นกีฬาจังหวัด เช่นวอลเล่ย์บอลจังหวัด มาร่วมปลุกให้เทศบาลอื่นมาเรียนรู้เรื่องแบบนี้ ทำเป็นโครงการพัฒนาเครือข่ายใช้ผู้นำชุมชน ตัวแทน 1-2 คนเพื่อมารับรู้และเรียนรู้งานคุ้มครองจากสคบ. จุดประสงค์ปรับความคิดที่ตนนำไปสู่ทัศนคติเกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภคให้ดีขึ้น”


:: รางวัลธรรมาภิบาลประจำปี 2551 องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม

ในปี 2551นี้ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ได้รับรางวัลธรรมาภิบาล (การบริหารจัดการที่ดี) อีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 3นายสินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามกล่าวว่านับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งของอบต.ท่าข้าม และชาวตำบลท่าข้ามทุกคน ที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันจนทำให้ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลอีกครั้งในปีนี้

นายนิธิ พันธุ์มณี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ซึ่งรับผิดชอบดูแลในส่วนนโยบายและการบริหารจัดการประสานงานด้านต่างๆ สะท้อนบางแง่มุมของผู้บริโภคของบ้านเราว่าถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ เช่นปากกาหนึ่งด้าม ก็จะถือเป็นเรื่องกระจุ๊กกระจิ๊ก หยุมหยิมไม่ได้รับการใส่ใจ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่หน่อยเช่นเรื่องรถเรื่องบ้านก็มักจะ “โทษเวรโทษกรรม” ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมีความตระหนัก และการอำนวยความสะดวกหรือช่องทางในการร้องเรียนมากขึ้น

“แต่ในส่วนของท่าข้ามสำหรับเรื่องนี้ตนมักพูดให้คนในชุมชนฟังว่าก่อนที่จะให้คนอื่นมาคุ้มครองเรา เราต้องคุ้มครองตัวเองก่อน โดยมีแนวคิดว่า “อะไรที่ท่าข้ามทำได้ พยายามไม่ซื้อ” เช่น สามปีที่แล้วมีการสำรวจว่าพี่น้องชาวท่าข้าม มีการซื้อปุ๋ยเคมีปีละห้าล้านบาท นอกจากรายได้ที่ต้องสูญเสียไปแล้ว ต้องพบกับปัญหาปุ๋ยปลอม ปุ๋ยไม่ได้คุณภาพ จึงได้ร่วมกันทำโรงปุ๋ยชุมชนขึ้น ปัจจุบันมีผู้มาดูงานปีละกว่าสามหมื่นคน ปุ๋ยเหล่านี้นอกจากพี่น้องในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิต และซื้อในราคาถูกแล้ว เนื่องจากพื้นที่ท่าข้ามนับเป็นพื้นที่เกษตร และมีการปลูกข้าวพื้นเมืองซึ่งมีกว่าสามร้อยไร่ จึงมั่นใจได้ว่ามีคุณค่าปลอดสารพิษไม่เหมือนกับข้าวขาวในปัจจุบัน ซึ่งหากเราสังเกตว่าแม้เก็บไว้นานแค่ไหนก็ไม่มีมอดส่วนหนึ่งเพราะผ่านการอบด้วยสารเคมีอันตราย

นอกจากนั้นที่นี่ยังมีการสนับสนุนให้ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลาเลี้ยงไก่เลี้ยงวัว มีการรวมกลุ่มกันทำสบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาเอนกประสงค์ต่างๆใช้เอง มีกองทุนส่งเสริมอาชีพและกลุ่มกลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็ง มีวงเงินหลายสิบล้านบาท ชุมชนพึ่งพิงกันเองไม่ต้องกู้เงินหรือเสียดอกเบี้ยแพง ในส่วนของการพูดคุยเสวนามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชุมชน และร่วมกับองค์กรภายนอกสม่ำเสมอ...เช่นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2551 องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ร่วมกับสวรส. จัดโครงการ อบต.ท่าข้ามพบประชาชน ณ ลานเอนกประสงค์ชุมชนเคหะแห่งชาติ (น้ำน้อย) ตำบลท่าข้าม โดยในภาคเช้ามีการให้บริการตรวจสุขภาพ ความดัน –เบาหวาน โอยสอ./ศูนย์บริการสุขภาพ 3 ตำบล บริการตัดผม ซ่อมจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยวิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร ช่วงเที่ยงมีการสาธิตทำน้ำยาเอนกประสงค์ น้ำหมักชีวภาพ และวงดนตรีไหดำโชว์ ซึ่งมีนายสินธพ อินทรัตน์ นายกอบต.ท่าข้ามร่วมบรรเลงเพลงให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าร่วมงานด้วย โดยในช่วงเย็นถึงภาคค่ำมีการแสดงมโนราห์ของเยาวชนชุมชนเคหะ และ สาธิตการออกกำลังกายประยุกต์ โนราบิค ร่วมกับชมรมแอโรบิคของชมรมผู้สูงอายุ

ถ่ายทอดผ่านรายการวิทยุท่าข้าม FM 101.5MHz. ในภาคบ่าย เสวนาเรื่อง “ท่ามกลางโฆษณาอันหลากหลาย จะซื้อสินค้าอย่างฉลาดได้อย่างไร” ดำเนินการเสวนาโดยอาจารย์ชโลม เกตุจินดา ร่วมเสวนาโดยคุณสุฑา สังขชาติ เครือข่ายโครงการบริโภคเพื่อชีวิตจังหวัดสงขลา และตัวแทนชุมชนเคหะแห่งชาติสงขลา(น้ำน้อย)

ถ่ายทอดสดผ่านผ่านรายการวิทยุท่าข้าม FM 101.5MHz.

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้ร่วมเสนอปัญหาที่คนในชุมชนกำลังประสบอยู่ เช่นความเดือดร้อนจากควันไฟร้านอาหารใกล้บ้าน การซื้อหลอดไฟฟ้าแล้วชำรุดไม่สามารถใช้งานได้ แต่เมื่อนำไปคืน ผลปรากฏว่า ผู้ประกอบการไม่รับคืน โดยปฏิเสธเพราะไม่นำใบเสร็จมายืนยัน ซึ่งในที่ประชุมเห็นว่าสถานการณ์ผู้บริโภคโดยเฉพาะในชุมแห่งนี้คงจะมีอีกมากที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

แนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถเป็นไปได้ก็คือ การจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภคของอบต.ท่าข้าม พร้อมดึงทุกภาคส่วนเข้าร่วม เช่นผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน สื่อในพื้นที่ร่วมกันทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคกันเอง พร้อมจัดกระบวนการเรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างผู้บริโภค ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ต้องให้ภาคท้องถิ่นวางแผนกระบวนการขับเคลื่อนกันต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ อาหารการกิน นับตั้งแต่เรื่องสุนัขกัดกัน ไปจนถึงเรื่องนวัตกรรมท้องถิ่น

“เช่นเรื่องการประกอบอาหารสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เมื่อพบสาเหตุจากไม่ชอบหน้ากัน และพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็จะต้องไปสู่กระบวนการของกฎหมาย ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเป็นจะต้องทำ เพื่อให้การอยู่ร่วมของชุมชนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

ปลัดนิธิกล่าวว่าโดยรูปแบบการบริหารจัดการของท่าข้ามจะเป็นลักษณะโมเดลจำลองของกระทรวงทบวงกรม แบ่งเป็นรัฐมนตรีรับผิดชอบเป็นส่วนๆ เช่นเกษตร คมนาคม ศึกษาธิการ มีการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตั้งทีมงาน ร่างนโยบาย ตลอดจนมีการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามีบทบาทหน้าที่ในการทำงานในชุมชน ในฐานะอาสาสมัครและการทำโครงการต่างๆขึ้นมา
ที่สำคัญมีวิทยุชุมชนที่ทรงพลังของชุมชน สะท้อนปัญหาและประสานเครือข่ายออกอากาศไปสู่สาธารณะ

โดยทั้งหมดนี้คือ “นวัตกรรม”ที่คนในท้องถิ่นร่วมกันค้นคิด บริหารจัดการเอง มีฝ่ายวิชาการเช่นสวรส.เข้ามาพูดคุยให้ความรู้วิชาการ เรื่องสุขภาวะชุมชนและนำไปสู่ความสุขอย่างไร นับเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงรุก โดยมีสัญญาประชาคมว่าหลังปี 2552 จะตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการขึ้นมา

.................................................................................................

เป็นที่น่ายินดีว่าในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น อปท.หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หรือเทศบาล ซึ่งได้รับการถ่ายโอนงานหลายๆด้านลงมาตามนโยบายกระจายอำนาจจากส่วนกลาง รวมทั้งส่วนราชการในท้องที่ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือหน่วยงานของมหาวิทยาลัยต่างๆ ตลอดจนเครือข่ายภาคีทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชนในจังหวัดสงขลา อาทิเครือข่ายเกษตรอินทรีย์วิถีไท อาสมัครสาธารณสุข(อสม.) ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมทั้งสื่อสารมวลชน ได้แก่สถานีวิทยุ มอ.FM88MHz. ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ (สวรส.)มอ. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หันมาให้ความสนใจและใส่ใจในงานคุ้มครองดูแลผู้บริโภคมากขึ้น

กระทั่งก้าวเดินไปสู่การลงนาม “บันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดสงขลา”ในเวทีเสวนา “ท้องถิ่นห่วงใย ใส่ใจผู้บริโภค” ณ ห้องประชุมจุติ A โรงแรมเจบีหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551

ผู้บริโภคซึ่งต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง ผู้บริโภคซึ่งก็หมายถึงตัวเราเอง และท้ายที่สุดก็คือเราทุกๆคนในสังคมนั่นเอง.

แสดงความคิดเห็น

« 3106
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง