เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

ข่าวนโยบายสาธารณะ

ธนาคารน้ำ

by วัฒนชัย มะโนมะยา @December,30 2008 11.09 ( IP : 118...144 ) | Tags : ข่าวนโยบายสาธารณะ

ธนาคารน้ำ
สถาบันออมทรัพยากรน้ำ ดอกเบี้ยแห่งกุ้งหอยปูปลา
และสวัสดิการแห่งความยั่งยืนของคนตะโหมด

รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา

พัทลุง เป็นจังหวัดที่มีธนาคารมากที่สุดในประเทศไทย นับจำนวนร้อยกว่าแห่ง ธนาคารที่ว่านี้คือ “ธนาคารน้ำ” ตั้งกระจัดกระจายอยู่ตามห้วยน้ำลำคลอง 4 สายหลักๆได้แก่ คลองตะโหมด คลองกง คลองหัวช้าง และคลองโล๊ะจังกระ ซึ่งไหลทอดผ่านชุมชนตำบลตะโหมดไปออกสู่ทะเลสาบทางอำเภอบางแก้ว

“ธนาคารน้ำ” มีผู้จัดการธนาคารหรือนายธนาคารคือชาวบ้านที่อยู่ริมหนองคลองห้วยและคนในชุมชน สิ่งที่พวกเขาฝากไว้ที่ธนาคารแห่งนี้คือน้ำ ซึ่งเป็นการออมทรัพย์เหมือนกัน คือการเก็บออมทรัพยากรตามธรรมชาติแวดล้อมเอาไว้ มีดอกเบี้ยก็คือดอกผลเป็นกุ้งหอยปูปลา น้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น แปรเป็นส่วนปันผลอันยั่งยืนของทุกคนในชุมชนร่วมกัน

นับตั้งแต่ธนาคารแห่งแรกถูกสร้างขึ้น ที่คลองแถวบ้านไร่เหนือประมาณช่วงปี 2545 ร่องรอยจากการปรับปรุงซ่อมแซมของธนาคารหลายๆแห่งยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะๆในปัจจุบัน เป็นดัชนีชี้วัดว่าชาวบ้านยังใช้บริการธนาคารแห่งนี้ของเขาอยู่

ธนาคารที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนเองนั้นเริ่มมีทิศทาง มีความหวังและยั่งยืนในตัวมันเอง

ยั่งยืนเพราะชาวบ้านเขาเห็นเองว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ในระยะเวลาประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเริ่มเห็นอะไรที่เพิ่มขึ้นมากกว่าน้ำ เห็นทรัพยากรในชุมชนที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งทำมาหากิน เพิ่มพูนประโยชน์ใช้สอย

**อดุลย์ แก้วคงธรรม **แกนนำอนุรักษ์ชุมชนเขาหัวช้าง ผู้ร่วมสังเกตการณ์และช่วยลงมือลงแรงทำธนาคารแห่งแรกเมื่อครั้งกระนั้น ย้อนระลึกไปถึงห้วงเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะบอกว่าธนาคารแห่งแรกที่บ้านไร่เหนือนั้นก็ยังอยู่ และคำบอกเล่าต่อมาเสมือนเจืออยู่ด้วยรอยยิ้มชื่นในหัวใจว่าล่าสุดนี้เห็นชาวบ้านกำลังสร้างธนาคารของเขาอยู่ที่คลองห้วยแม ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่ติดกับตำบลคลองใหญ่

อดุลย์บอกว่าธนาคารน้ำมีจุดก่อกำเนิดมาจาก “สภาลานวัดตะโหมด”ซึ่งเป็นที่พบปะพูดคุยของกลุ่มคนชาวตำบลตะโหมดในทุกๆเรื่องนับตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม นำโดยพระครูสุนทรกิจจานุโยค รองเจ้าอาวาสวัดตะโหมด เห็นกันว่าช่วงนั้นราคาผลไม้ตกต่ำมากจึงมีแนวคิดในเรื่องจัดงานเทศกาลกินผลไม้ราคา 30 บาทขึ้นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไร่ชาวสวน

“ทีมงานสภาลานวัดจึงชักชวนกันไปเยี่ยมไปดูสวนของชาวบ้านว่ามีผลไม้อะไรกันบ้าง ไปหุงข้าวหุงปลากินกัน และลงเล่นน้ำ  เมื่อลงอาบน้ำในคลองแล้วรู้สึกว่าน้ำมันตื้นเขินไปมาก ไม่รินใสไหลเย็นเหมือนแต่ก่อนมา ทั้งๆที่ตะโหมดนับเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำจึงเริ่มมาพูดคุยกัน”

ลุงวรรณ ขุนจันทร์ แกนนำคนสำคัญของชุมชนตะโหมดและสภาลานวัด บอกว่าเมื่อก่อนการปลูกยางทำกันบนพื้นที่ราบไม่ใช่ป่าต้นน้ำ คนสมัยนั้นจัดระเบียบพื้นที่เป็น 3 โซน

“โซนป่าต้นน้ำตอนยังไม่ประกาศเป็นป่าสงวน ชาวบ้านจะกันเขตไว้ไม่ไปทำลายมัน โซนป่าพื้นราบไม่ไกลจากบ้านถางปลูกยางได้ และโซนป่าซับน้ำเอาไว้ทำนาทำสวน เพราะเมื่อก่อนชุมชนจะอยู่ติดลำคลอง ป่าอุดมสมบูรณ์ เดือนมีนาเมษฝนแล้งแต่น้ำในคลองยังสูงเกือบเต็มตลิ่ง”

สิ่งที่พบก็คือที่นี่นอกจากจะเป็นสวนผลหมากรากไม้กันแล้วส่วนหนึ่งยังปลูกยางพารากันมาก การทำสวนยางกรีดยางสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อน มีการแผ้วถางป่าจนเตียนที่สำคัญคือเรื่องปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งผลผลิตและสารเคมียาฉีดหญ้าฆ่าแมลงในเรือกสวนต่างๆ ค่อยๆถูกชะล้างลงสู่ลำคลองหนองห้วยพร้อมๆกับตะกอนดินโคลน ส่งผลให้ลำคลองตื้นเขินตามที่เรามักพูดๆกันว่าน้ำในคลองสมัยนี้ไม่อาจใช้อาบกินได้สนิทใจเหมือนแต่ก่อน นั่นเป็นปัญหาหนึ่ง

รวมทั้งน้ำที่ทะลักไหลรี่ลงสู่ทะเลในเวลาหน้าฝนและระเหิดระเหยหายไปอย่างรวดเร็วในเวลาหน้าแล้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากป่าต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นที่สูงลาดชันและผืนป่าโดยรอบถูกแผ้วถางทำลาย

ธนาคารน้ำเป็นแนวคิดหนึ่งในการเก็บออมน้ำ  และการจัดการทรัพยากร ที่ทำพร้อมๆไปกับการประกาศเขตป่าชุมชนประมาณ 2,000 ไร่รอบๆเขาหัวช้างที่ทับซ้อนกันอยู่กับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นหนึ่งในแผนแม่บทชุมชน แนวคิดและวิธีการก็คืออย่างน้อยชุมชนก็อยู่อาศัยกับป่าเขาห้วยน้ำลำคลองและเรือกสวนไร่นา เขาต้องรู้จักร่วมกันรักษาฟื้นฟูดูแลด้วยตัวของเขาเองเป็นสำคัญ

“เราจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลป่าชุมชนเขาหัวช้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตป่าสงวนแป่งชาติ ได้ทำแนวเขตป่าชุมชนให้ชาวบ้านดูแล พร้อมตั้งกฎกติกาป้องกันการบุกรุก แล้วก็ร่วมกันพัฒนาป่าชุมชนเขาหัวช้างเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เยาวชนเรียนรู้คุณค่าป่าไม้สายน้ำ โดยมีการจัดค่ายหล่อหลอมจิตสำนึกเด็กๆ มีการทำป่าครอบครัวที่ชาวบ้านเคยครอบครอง ปลูกไม้ไว้ใช้เอง ไม่ต้องไปตัดไม้จากในป่า ส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา รวมทั้งการทำกองทุนป่าต้นน้ำ”

ด้านการจัดการน้ำอดุลย์บอกเล่าความคืบหน้าผ่านเวทีสัมมนาในงาน “รวมพลคนรักษ์ทะเลสาบสงขลา” ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24-26 มกราคม 2551 ที่ผ่านมาว่า ในพื้นที่ตำบลตะโหมดนั้นพบกับปัญหาน้ำ 3 ด้านคือน้ำแล้ง น้ำท่วม และน้ำเสีย

“วันนี้เราทำฝายขนาดเล็กตามลำห้วยลำธารในป่าต้นน้ำเพื่อชะลอการไหลของน้ำ ป้องกันน้ำท่วม แลกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เดิมคลองบางแห่งมีน้ำใช้แค่ปีละ 8 เดือน หลังจากทำฝายมีน้ำตลอดปี นอกจากนี้ฝายยังช่วยดักตะกอนซึ่งเป็นปัญหาสำคัญส่งผลกระทบไปถึงทะเลสาบ

“ส่วนหนึ่งคือป่าถูกบุกรุก ทำสวนยาง มีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พอฝนตกกรวดหินดินทรายไหลลงมาลำธารด้านล่างเพราะไม่มีป่าดักไว้ เวลาลอกตะกอนแต่ละฝายจะมีตะกอนมาก ฝายเป็นตัวเก็บตะกอนก่อนไหลลงสู่ทะเล ซึ่งการทำฝายน้ำจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าใกล้เคียง เราคุยกันว่าที่ไหนทำฝายแล้ว ที่ไหนยังไม่ทำเพื่อขยายแนวคิดออกไป และมีการปลูกไม้ริมห้วยริมคลองเพื่อป้องกันการพังทลายของดินและเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำ

“มีการปลูกพืชเสริมในป่ายาง มีพืชที่เป็นอาหารจำพวกผักพื้นบ้านต่างๆ ไม้ผลหรือไม้ใช้สอยหรือไม้ประดับ โดยไม่ต้องแผ้วถางดูแลมาก ตอนนี้มีประมาณ 50 แปลง เป็นการทำการเกษตรแบบเลียนแบบธรรมชาติ ส่งเสริมปลูกป่ายางโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และปลูกพืชคลุมดินด้วย”

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมค่ายเยาวชนดูแลป่าต้นน้ำ และรณรงค์ขยาลผลคนรักป่าโดยใช้สภาลานวัดตะโหมดเป็นพื้นที่สร้างจิตสำนึก พูดคุยเรื่องปัญหาต่างๆ

“ต้องรู้สาเหตุของน้ำว่าทำไมมันไม่มี คำตอบคือเป็นเรื่องของป่าถูกโค่น เป็นสวนยางกันหมด ไม่ว่จะเป็นเขตป่าสงวนหรืออะไรก็ตาม พอเริ่มจากนั้นมาก็มีการรณรงค์แล้วก็มีกลุ่มเด็กๆเยาวชนที่มาคลุกคลีอยู่ในวัดส่วนหนึ่ง เด็กนาคหรือเด็กที่เตรียมจะบวชช่วยกันแบหามปุ๋ยอะไรต่างๆกันไป ต่อมาขยับขยายไปเป็นกลุ่มต่างๆชัดเจนขึ้น เช่นกลุ่มเด็กรักตะโหมดก็ทำเรื่องสังคม กลุ่มต้นหญ้าก็เน้นที่ธนาคารน้ำเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มนี้มีสมาชิกประมาณหกสิบคน แต่ละกลุ่มจะมีแกนหลักจริงๆประมาณห้าหกคน จากนั้นก็มีการรวมกลุ่มกันขับเคลื่อนในการปลูกต้นไม้ ทำฝายหรือสำรวจเส้นทางอะไรต่างๆ ก่อนที่จะนำส่วนนี้ไปจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนมัธยมประจำตำบลตะโหมด เค้าก็หันไปบ้านเค้า สามารถดึงผู้ปกครองมาร่วมด้วย ร่วมอนุรักษ์รณรงค์งดใช้สารเคมี” ด้วย” .............. และจากข้อตกลงของชุมชนก็ได้หลักการบริหารจัดการน้ำโดยอาศัยกลุ่มและกิจกรรมต่างๆเป็นแนวทางการดำเนินการคือ

  1. การส่งเสริมและจัดตั้งกลุ่มองค์กร  โดยการสนับสนุนให้ชุมชนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ป่าต้นน้ำหรืออยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ได้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งน้ำและป่าไม้ที่อยู่ริมน้ำริมห้วยต่างๆแล้วจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา  ให้ชาวบ้านได้คัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ  ในการบริหารจัดการดูแลและรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตัวเอง  ซึ่งมีกลุ่มต่างๆได้แก่  กลุ่มป่าชุมชนเขาหัวช้าง  กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำห้วยนา-ห้วยรูเม่น  กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำห้วยยวน  กลุ่มอนุรักษ์ป่าน้ำตกท่าช้าง    กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำห้วยม้าแล    กลุ่มนิคมเกษตร  กลุ่มเยาวชน  กลุ่มต้นหญ้า    กลุ่มรักตะโหมด  กลุ่มพุทธบุตรฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

  2. การอนุรักษ์และป้องกันพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์อยู่  และการป้องกนดูแลรักษาระบบนิเวศของป่าต้นน้ำ  โดยการให้แต่ละกลุ่มที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่  คอยสอดส่องดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำของตัวเอง  ไม่ให้มีใครเข้าไปบุกรุกและแผ้วถางป่า

  3. การสร้างจิตสำนึกและการพัฒนาชีวิตของชุมชน  โดยการสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชน  และเยาวชนที่จะมาเป็นคนสืบทอด  และการดูแลและรักษาทรัพยากรของชุมชนต่อไป  โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ  การสร้างจิตสำนึกโดยการจัดค่ายเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  โครงการจริยธรรมนำสิ่งแวดล้อม    การนำเด็กนักเรียนในชุมชนและโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียง  เข้าไปศึกษาระบบนิเวศของป่าในสภาพของพื้นที่ป่าจริง  นอกจากนี้แล้วชุมชนก็ยังได้มีการรวบรวม  และนำเอาภูมิปัญญาของท้องถิ่น  มาจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นขึ้น  มีหลักสูตรตะโหมดศึกษา  หลักสูตรป่าของชุมชน    หลักสูตรแหล่งเรียนรู้ในป่าชุมชน  หลักสูตร บูรณาการแหล่งเรียนรู้ในป่าชุมชน

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต  โดยการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสม  และสอดคล้องกับทรัพยากรของท้องถิ่นมีการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชร่วมกับยาพารา  การปลูกพืชริมน้ำ  ริมห้วยต่างๆและการส่งเสริมอาชีพอื่น เช่น การแกะสลักจากตอไม้ยาพารา  อาชีพการแปรรูปพืชผักผลผลิตทางการเกษตร  ทุเรียนทอดกรอบ  น้ำพริกใบทำมัง  และลดการใช้สารเคมีปุ๋ยเคมีแล้วเปลี่ยนมาใช้  เครื่องตัดหญ้าและใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยชีวภาพทดแทนตามแนวคิด  ผักปลอดสาร  อาหารปลอดสี  ชีวีเป็นสุข

4.  การฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ป่าต้นน้ำ    โดยการปรับปรุงระบบนิเวศของพื้นที่ป่าต้นน้ำ  ส่งเสริมการปลูกพืชกินได้ในบริเวณพื้นที่ริมน้ำ  ชายคลอง  ชายห้วย

5.  การจัดทำธนาคารน้ำ  การทำธนาคารน้ำเป็นวิธีการจัดการน้ำรูปแบบหนึ่ง  ของการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนมาใช้จึงมีแนวคิดที่จะทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ในลำคลอง  หรือลำห้วยตลอดทั้งปี
.....................

(ล้อมกรอบ1) ธนาคารน้ำ  เปรียบเสมือนกับธนาคารที่ทำหน้าที่  เก็บเงิน  ออมเงิน    และปล่อยดอกเบี้ย  แต่ธนาคารน้ำแตกต่างกับธนาคารอื่นๆโดยทั่วไปคือ  ธนาคารน้ำทำหน้าที่กักเก็บน้ำ  ออมน้ำหรือรักษาน้ำและรักษาต้นทุนของน้ำ  แล้วจะปล่อยดอกเบี้ยที่เป็นน้ำออกมาให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์กันได้อย่างยั้งยืน  นอกจากนี้แล้วธนาคารน้ำยังช่วยชะลอไม่ให้น้ำไหลลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว  เมื่อเวลามีฝนตกหนักๆ  ตลอดยังช่วยในการดักตะกอนไม่ให้ลงไปสู่ทะเล  ธนาคารน้ำ  เป็นการบริหารจัดการน้ำโดย  การนำเอาภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาประยุคใช้  ให้เข้ากับสภาพของธรรมชาติในชุมชนท้องถิ่น  จากสภาพของธรรมชาติโดยทั่วไปแล้ว  ลักษณะของพื้นที่ไม่ได้สม่ำเสมอ  มีความสูงต่ำไปตามสภาพที่ตั้ง  และโครงสร้างของเปลือกโลกในแต่ละท้องถิ่น  ดังนั้นเมื่อน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ต่างๆก็จะลัดเลาะไปตามความลาดชันของพื้นที่  เมื่อมีการไหลติดต่อกันเป็นเวลานานๆ  ก็จะเกิดเป็นบึงน้ำ  วัง  ตามสายห้วย  ลำคลองต่างๆ  บางที่อาจจะมีพื้นเป็นหินแบบอ่างธรรมชาติ  บางที่เกิดเป็นบึงคล้ายน้ำตกก็แล้วแต่สภาพของพื้นที่  ในแต่ละที่ก็จะมีความสามารถที่จะกักเก็บน้ำได้ไม่เท่ากัน  และระยะเวลาในการเก็บน้ำก็เช่นกัน  อาจจะเก็บน้ำได้ยาวนานตลอดทั้งปี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับในแต่ละพื้นที่  แต่หลักการที่สำคัญของธนาคารน้ำคือ  ที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่ชุมชนได้สร้างขึ้นมา  จะเป็นการชะลอและการกักเก็บน้ำไว้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ปิดกั้นจนน้ำผ่านไปไม่ได้  ในบางครั้งจากสภาพของธรรมชาติ  ธนาคารน้ำบางที่มีน้ำอยู่เฉพาะส่วนที่กักเก็บเท่านั้น  ส่วนด้านล่างของธนาคารน้ำกลับไม่มีน้ำ  มองดูเหมือนกับเป็นการปิดกั้นไม่ให้น้ำไหลลงสู่ด้านล่าง  แต่จริงๆแล้วในขณะเดียวกัน  น้ำก็ยังมีการไหลและปลดปล่อยลงไปสู่ด้านล่างอยู่ตลอดเวลา  เพียงแต่เรามองไม่เห็นเส้นทางการไหลผ่านของน้ำ  จึงมองว่าการทำธนาคารน้ำ  เหมือนกับเป็นการปิดกั้นน้ำไม่ไหลลงสู่ด้านล่าง  ความเป็นจริงแล้วน้ำยังคงไหลอยู่ในธรรมชาติตลอดเวลา    ถ้าหากเราลองเดินตามสายน้ำลงไปดู  เราก็จะพบกับน้ำหรือบึงน้ำที่มีการกักเก็บเอาไว้เป็นช่วงๆ  ซึ่งแสดงไห้เห็นว่าน้ำซึมผ่านชั้นใต้ดินมาได้  ดังนั้นชุมชนตะโหมดจึงได้นำเอาหลักการที่เกิดจากธรรมชาติจุดนี้  มาดัดแปลงให้เข้ากับภูมิปัญญา ท้องถิ่นของเราที่มีอยู่  จึงออกมาในรูปของฝายกักเก็บน้ำ    ที่อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำโดยชุมชนได้ให้ชื่อว่า “ ธนาคารน้ำ”....................


..............

  (ล้อมกรอบ2)
การเลือกตำแหน่งจุดที่จะทำธนาคารน้ำ 1.              จุดที่มีความต่างชั้นของระดับสายน้ำ 2.              บริเวณพื้นที่ๆสามารถเก็บน้ำได้ในปริมาณมาก 3.              บริเวณพื้นที่ๆสามารถหาวัสดุหรือนำวัสดุเข้าไปทำได้สะดวก

รูปแบบของธนาคารน้ำ
        1.ธนาคารน้ำแบบชั่วคราว  ธนาคารน้ำแบบนี้จะเป็นการทำธนาคารน้ำโดยใช้วัสดุ  ที่หาได้จากชุมชนหรือจากธรรมชาติ  และจะมีอายุการใช้งานประมาณ  1  ปีวัสดุที่นำมาใช้อาจหมดสภาพหรือผุพังไป  ก็จะมีการเข้าไปทำหรือซ่อมแซมใหม่  วัสดุที่ใช้ทำเช่น  ทำด้วยไม้ไผ่    กระสอบทราย    การถมดิน  การดับหิน
        2.  ธนาคารน้ำกึ่งถาวร    การทำธนาคารน้ำแบบนี้  จะมีการนำปูนซีเมนต์เข้ามามีส่วนร่วมด้วย  เพื่อต้องการความแข็งแรงและคงทนของธนาคารน้ำ  ธนาคารน้ำแบบนี้จะมีอายุการใช้งานไดนานกว่าธนาคารน้ำแบบชั่วคราว  คือจะมีอายุการใช้งานตั้งแต่ 1-3  ปี วัสดุที่ใช้  ปูนซีเมนต์  กระสอบปุ๋ยหรือกระสอบใส่อาหาร  ตาข่าย  หิน    ทราย         3.  ธนาคารน้ำแบบถาวร    การทำธนาคารน้ำแบบถาวร  เป็นการทำธนาคารน้ำที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานมากกว่าธนาคารน้ำแบบกึ่งถาวร  วัสดุที่นำมาใช้  ปูนซีเมนต์  เหล็กเข้ามาร่วมด้วย  ดังนั้นธนาคารน้ำลักษณะนี้จะมีอายุการใช้งานได้นาน กว่าธนาคารน้ำแบบอื่นๆ  อายุการใช้งานตั้งแต่  3  ปีขึ้นไป  บริเวณพื้นที่ๆทำธนาคารน้ำแบบถาวร  ส่วนใหญ่จะมีน้ำไหลแรงและจะมีความกว้างของสายน้ำมาก

...................

“ความหมายของธนาคารน้ำก็คือ หมายถึงน้ำที่ไหลมา แล้วเราก็กักน้ำเพื่อให้อยู่ไว้เป็นต้นทุน แล้วดอกเบี้ยหมายถึงน้ำที่ล้นมาเป็นดอกเบี้ยใช้สอย คือมันเพิ่มระยะการใช้งาน สมมุติว่าลำห้วยนี้มีการใช้งานประมาณเจ็ดแปดเดือน มันจะเพิ่มเป็นเก้าเป็นสิบหรือตลอดปี คนข้างล่างน้ำลงไปก็ได้ใช้ดอกเบี้ยเหล่านี้ต่อๆกันไป เพราะน้ำในคลองจะไม่ขาด”

วิธีทำธนาคารน้ำก็คล้ายๆกับการทำฝายแม้วห้วยน้ำขังอะไรต่างๆนั่นเอง อดุลย์ แก้วคงธรรม แกนนำคนำสำคัญในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำชุมชนตะโหมด ซึ่งเป็นคนดั้งเดิมที่นี่บอกว่า

“ของเรามันเหมือนฝายแม้วฝายอะไรเหมือนกัน การทำเราจะดูจากสภาพพื้นที่ คือดูว่าโดยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เราไม่เน้นว่าต้องทำคอนกรีตหรือต้องมั่นคงแข็งแรงเข้าไว้ แต่เอาโดยสภาพคือมีอะไรเป็นวัสดุธรรมชาติหรือเหมาะสมกับสภาพของหนองน้ำลำคลองตรงนั้น สมมุติมีทรายตรงนั้น สามารถมีแอ่งขังน้ำได้เราก็เอากระสอบ ใส่ทราย หรือไม่ก็เอาพวกหินมาเรียงดับ อาจจะมีสอดไส้พวกคอนกรีตเสริมเข้าไปเพื่อการกักเก็บด้วย ส่วนหนึ่งเราเน้นการใช้วัสดุที่มีอยู่ท้องถิ่นมีอยู่ตามธรรมชาติ ภูมิปัญญาชาวบ้านสอดแทรก และคนในชุมชนช่วยกัน เพราะว่าเราไม่มีทุนในการทำงาน เราใช้ทุนทางสังคมทุนแห่งความรักสามัคคีพวกนี้แหละที่ลงไปช่วยกันทำ”

ธนาคารน้ำยังผลให้ชาวบ้านกลับมาทำนาได้ปีละสองครั้ง แหล่งน้ำที่เคยใช้สอยได้เพียง  6 เดือนก็มีระยะเวลาใช้สอยน้ำได้นานขึ้นเป็น 8 เดือน 9 เดือนหรือบางแห่งอาจตลอดปี ซึ่งนั่นหมายความว่าย่อมหาปูหาปลาได้มากขึ้นและนานขึ้นกว่าเดิม ข้อตกลงของชาวบ้านในชุมชนต่อๆมาคือการกำหนดเขตทำเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหรือห้ามจับปลาในฤดูวางไข่ ชาวบ้านลงไปเล่นน้ำ ดักลอบลงไซก็เห็นผักพืชริมคลองเริ่มมีมากขึ้นเก็บไปต้มไป-เหนาะกินได้ ประเด็นก็คือเมื่อน้ำท่าคืนมาความอุดมสมบูรณ์ก็ฟื้นคืน และชาวบ้านมองเห็นเอง แล้วค่อยๆมองเห็นว่าเขาจะร่วมกันทำอย่างไร

ธนาคารน้ำก็คือที่ที่ทุกคนในชุมชนไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ชาวบ้านหรือพระครูในวัดร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น เป็นหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อซึมซับวิธีคิดเรื่องภูมิปัญญาในการจัดการน้ำโดยมีเด็กนักเรียนเข้าร่วม และเชื่อมโยงไปถึงการอนุรักษ์ด้านอื่นๆของชุมชนด้วย

“ห้วยสายน้ำบางแห่งคนจะมาส่องไฟหากบหาปลากันตอนกลางคืน มีกบภูเขาที่คนแถวนี้เรียก กบคลอง ตัวจะใหญ่มาก ปลากดุกเขา ปลาแก้มช้ำก็มีเยอะ ก่อนเราจะพาเด็กเข้ามาทำกิจกรรม ป่านี้กำลังถูกบุกรุกจากชาวบ้านทำสวนยาง เราถึงเอากลุ่มเข้ามาเป็นกำแพงกั้นเพื่อดูแลป่า ดูแลห้วย ป่าใกล้สวนใครใครก็ดู ถ้ามีคนรุก กลุ่มจะเข้าไปพูดคุยกัน ที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะพูดกันรู้เรื่อง มันต้องหาจุดร่วม ชาวบ้านเขาก็อยู่มานาน อยู่มาก่อน ก็ต้องให้เขาเป็นผู้ดูแลไป”

อดุลย์บอกว่าจากวันนั้นมาถึงวันนี้นอกจากชาวบ้านในชุมชนจะทำฝายทำธนาคารน้ำของตนกันเองแล้วก็ยังมีกลุ่มต่างๆจากภายนอกเข้ามาทำกิจกรรม ศึกษาเรียนรู้ดูงานที่มาบ่อยๆ เช่นจากมอ.หาดใหญ่ ม.ทักษิณเข้ามาช่วยเรื่องกระบวนการ ให้ความรู้ พัฒนากลุ่มผู้นำเด็ก

“การจัดการนี่เราจะเอาวิถีเดิมๆมาใช้ซะมากกว่าในการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นสวัสดิการของชุมชนอะไรพวกนี้ เพราะว่าสิ่งที่ได้จากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารอากาศเรื่องพวกนี้คือชุมชน ผมว่าเป็นต้นทุนที่ดีไม่ว่าเรื่องต้นไม้อะไรต่างๆมันไม่ได้เป็นตัวเงินจริง แต่ว่าเราไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา เป็นทางอ้อมเสียมากกว่า ไม่ว่าเรื่องอาหารอะไรเมื่อก่อนในลำคลองเมื่อก่อนร้านขายพวกปลาอะไรเกือบไม่มีในชุมชน แต่ชุมชนใช้หาจากแม่น้ำลำคลอง สมมุติตอนเที่ยงเราจะไม่มีอะไรหุงข้าว ไปคลองจะมีพวกปลาพวกหอยอะไร พวกผักริมคลองอะไรพวกนี้ให้เก็บกินได้ตลอด

“วันนี้เราจะบอกชาวบ้านถึงความแตกต่างคงไม่ได้ต้องให้เค้าพบเอง คือเราทำในส่วนของเรา เสียมากกว่า ในส่วนของการอนุรักษ์ถ้าเราคุมไม่ได้ก็ให้หน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบมาช่วยดูแล เราก็กลับมาคิดใหม่ว่าทำพื้นที่ที่มีโฉนดของเรา เช่นสวนยางเราก็เพิ่มต้นไม้ขึ้นจากพวกนี้จากริมห้วย มีการเอาต้นไม้เพาะชำอะไรต่างๆมาแจกเวลามีกิจกรรมการรณรงค์หรือตามงานบวชงานศพอะไรต่างๆในชุมชน

“ที่นี่ปลูกข้าวน้อย ต้องซื้อข้าวจากข้างนอกมากิน แต่ช่วงหลังๆสองปีที่ผ่านมามีการตื่นตัวทำนากันสองครั้งได้ ในชุมชนตอนนี้เรารณรงค์การปลูกผัก ลงทุนซื้อแป๊บน้ำให้เค้าทำ ตอนนี้ผมก็ทำเรื่องแผนปฏิบัติการเรื่องสิ่งแวดล้อมของชุมชนร่วมกับเทศบาล ก็ช่วยกันระดมความคิดเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อให้เราสามารถพึ่งตนเองได้

“ตอนนี้เรื่องการออมอย่างที่เห็นบ้างแล้วก็คือการปลูกต้นไม้ริมสวนเพื่อเป็นสวัสดิการ มีหลายคนที่เห็นผลคือปลูกแล้วประมาณสิบแปดปีลงทุนตอนนั้นต้นละสองร้อย ตอนนี้ราคาขายต้นละสี่ห้าพันแล้ว เป็นต้นต้นเทียมบ้างต้นเคียนบ้างเป็นส่วนใหญ่”

ธนาคารน้ำคือวิธีการหนึ่งที่นำไปสู่การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน  วิธีการที่เสมือนจะรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ได้ อดุลย์บอกว่าเป้าหมายไม่ได้อยู่ธนาคารน้ำ เพราะถ้ามีธนาคารแต่ไม่มีป่าต้นน้ำก็เปล่าประโยชน์ที่จะทำ แต่ธนาคารน้ำเป็นการขับเคลื่อนไปสู่วิธีการจัดการป่าด้วย

อดุลย์พูดบอกเล่าถึงสถานการณ์โซนพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ตะโหมดในปัจจุบันว่าความวิตกของชาวบ้านขณะนี้คือการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนเขาหัวช้าง ของกรมชลประทานฯ ต้องทำลายป่ากว่า 3500 ไร่ แต่ก่อนชาวบ้านทำเขตอนุรักษ์ไว้ พอเห็นหน่วยงานราชการรุกได้ ก็ทำตาม  เดี๋ยวนี้มีการจับจองพื้นที่นอกเขตอ่างเก็บน้ำ บุกรุกเพื่อทำสวนยาง นายทุนกำลังดึงไม้นอกเขตเข้ามาสวมตอเยอะมาก  การรักษาป่าต้นน้ำทำได้ยากขึ้น

พระครูสุนทรกิจจานุโรค รองเจ้าอาวาสวัดตะโหมดซึ่งเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัดบอกว่า การทำหรือสร้างอะไร(ที่จงใจ)ให้เป็นธรรมชาติมันไม่ยั่งยืน การจัดการป่าที่ดีที่สุดคือการไม่จัดการ ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเกิดตามธรรมชาติ

“ตอนนี้เราไม่ปลูกป่าในเขตป่าสงวน เพราะเวลามีโครงการของรัฐเข้ามาเราไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่ปลูกข้างทางหลวงก็ไม่เอา เพราะพอจะขยายถนนก็เอาออก แต่เราจะปลูกป่าในพื้นที่ของเรา ตามสวนไร่ปลายนา ในสวนยางของเราเท่านั้น และเลิกใช้สารเคมี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้เรามีความตื่นตัวสูงในเรื่องการอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราทำของเราเองได้”

อดุลย์บอกเพิ่มเติมในส่วนของการทำอ่างเก็บน้ำว่า

“ส่วนนี้ชาวบ้านไม่ได้ร่วมรับรู้ ยังไม่ผ่านแผนพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบ อ่างน้ำที่ว่ากว่าจะได้น้ำก็ร่วมๆสิบปี ตอนนี้เป็นกระบวนการตัดไม้เอาไม้ออกจากป่ากันอยู่ มีผลกระทบต่อการทำงานอนุรักษ์บ้าง มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เราต่อต้านได้ยาก เช่น เป็นการดำเนินการผ่านส่วนของหน่วยงานท้องถิ่นในตำบล ร่วมกับชลประทาน เป็นโครงการที่ผ่านแนวโครงการพระราชดำริมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2510 ซึ่งก็กว่าสี่สิบปีที่ผ่านมาแล้ว ทำให้เกิดความท้อในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ถอย เพราะเราทำเท่าที่ทำได้ในส่วนของเราในลักษณะของการรณรงค์ ให้ความรู้ ให้ข้อมูลอะไรต่างๆ

“สิ่งแรกที่เรารณรงค์คือเรื่องป่าเรื่องสารพิษที่ลงสู่แม่น้ำ แล้วก็ส่งเสริมการปลูกไม้ริมคลอง เพิ่มพื้นที่ป่าในสวนยาง ปลูกพืชไม้หลัก แล้วก็ไม้รองลงมา คือทำอย่างไรก็ได้ให้ไม้เพิ่มคือเลียนแบบป่าให้มากที่สุด”

ทุกวันนี้การเข้าไปจัดการเขตอุทยานค่อนข้างยุ่งยากเพิ่มขึ้น

“เรามุ่งไปที่พื้นที่เกษตรที่มีโฉนด เป็นเรื่องสวนไร่นา ป่ายาง ให้ชาวบ้านมาทำป่าไม้แซมยาง เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวใช้สารเคมีปุ๋ยเคมี เราจะทำให้เห็นว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไปด้วยพร้อมกันอย่างไร มีพื้นที่ตัวอย่างคือที่สวนของลุงทูร กว่าสามสิบไร่ เป็นแบบอย่างที่กำลังขยายผลกันอยู่”

ลุงฑูร ที่อดุลย์พูดถึงหรือวิฑูร หนูเส็น เกษตรกรคนทำสวนป่ายางและเกษตรแบบธรรมชาติจนได้รับการขนานนามว่าเป็นคนขี้เกียจแห่งตำบลในตอนแรกและได้รับการยอมรับในแนวทางของเขามากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเวลาใครมาดูงานในเรือกสวนของตน อธิบายถึงทฤษฎีป่ายางของตัวเองว่า

“ป่ายาง คือการทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ ใช้ภูมิปัญญาของบรรพชนที่ปลูกพืชอาหาร ไม้ผล ไม้ใช้สอยคละกันในป่ายาง ไม่ต้องแผ้วถางดูแลกันมากมาย เพราะพืชจะรักษาสมดุลกันเองตามระบบนิเวศ ต้นไม้แต่ละชนิดจะทำหน้าที่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน ไม้ใหญ่ช่วยบังแดดให้ไม้ที่ต้องการร่มเงา ไม้พื้นล่างช่วยคลุมหน้าดินทำให้ดินชุ่มชื้นลดการระเหยของน้ำในดิน เห็ดรา จุลินทรีย์ ไส้เดือนและหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆก็สามารถอยู่ได้”

ผืนดิน 30 ไร่ของลุงฑูรแบ่งออกเป็นแปลงๆ ล้วนให้ผลิตผลที่งอกเงยมาจากธรรมชาติแบบผสมผสาน ในส่วนของป่ายางก็เบียดแทรกระเกะระกะอยู่กับพรรณไม้นับชนิดไม่ถ้วน แต่ยางเหล่านี้เปิดกรีดมากว่าสามสิบห้าปีแล้วและยางยังออกดี ขณะที่ยางทั่วๆไปที่ปลูกกันแบบสมัยใหม่มีอายุการกรีดแค่ยี่สิบยี่สิบห้าปีก็หมดน้ำยางแล้ว

อดุลย์อธิบายว่าพื้นที่นี้จะเป็นเสมือนพื้นที่ศึกษานำร่อง เพื่อที่สร้างใหม่ สร้างเศรษฐกิจได้ เช่นไม้ใบกินได้ ไม้ประดับ ปลูกเพาะขายได้ เช่นกล้วยไม้ เพาะชำ

“เราจะเลียนแบบป่าให้มากที่สุด ไม้เศรษฐกิจปลูกไม้เรือนยอดสูงสามสี่ชั้น กับไม้ทรงพุ่ม ไม้คลุมดิน เก็บใช้ประโยชน์ได้ และไม่กระทบพืชหลักไม่ว่ายางหรือปาล์มหรือผลไม้อื่นๆ” แนวทางก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม บวกกับเศรษฐกิจ ควบคู่ลงไป

อดุลย์เล่าถึงสถานการณ์ธนาคารน้ำในปัจจุบันว่าก็มีการรณรงค์ทำกันอยู่เรื่อยๆ มีกลุ่มต่างๆ รวมทั้งจากนักศึกษาหรืออาจารย์จากมหาลัยเข้ามาเรียนวิจัยเยอะ ไม่ว่าจะเป็นมอ. เกษตร ม.ทักษิณ กรมป่าไม้ ศูนวนศาสตร์รู้ที่นี่ มาทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่นปลูกป่า สร้างฝายน้ำ

“เมื่อเดือนที่แล้ว สถาบันจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สาขาการเกษตรเข้ามาศึกษา ถอดบทเรียนอะไรต่างๆ การดำเนินการในส่วนนี้ก็อาศัยแกนนำของสภาลานวัดช่วยติดต่อ เชื่อมโยงประสานกลุ่มย่อยที่อยู่ลำน้ำลำห้วยในตำบลตะโหมด และตำบลใกล้เคียงด้วย เรียกว่าเป็นประชาอุดม เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานกันอยู่ ช่วยกันสอดส่องดูแล ลงไปสำรวจลำห้วยลำคลอง มีเยาวชนกลุ่มต้นหญ้า”

เป็นส่วนหนึ่งของแผนชุมชน เป็นการเรียนรู้เรื่องธนาคารน้ำของชุมชน ไปสู่การจัดการป่าด้วยอดุลย์ แก้วคงธรรม ประธานกรรมการประเมินโครงการภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา  พื้นที่ป่าต้นน้ำพัทลุงบอกว่า

“การเข้าไปส่งเสริม ต้องศึกษาของที่ชุมชนทำเป็นภูมิปัญญามาก่อน แล้วเอาวิทยาการความรู้เข้ามาร่วมด้วย แล้วขยายผลโดยชาวบ้านที่อยู่ใกล้ลำห้วยลำคลองมาคุยกัน เราจะทำน้ำ ปลูกต้นไม้ตรงไหน เราไม่ต้องการเรื่องงบ แต่เข้ามาเอาต้นไม้มา ช่วยด้วยการลงแรง กับชาวบ้านในชุมชน

“ในส่วนธนาคารน้ำ เราลงไปประเมิน ธนาคารน้ำในพื้นที่ตะโหมด มีแบบชั่วคราวมาก คือใช้กระสอบทรายซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่มากกว่า และให้ชาวบ้านทำเองดูแลเองได้ผลกว่า เพราะถ้าหากให้หน่วยงานทำให้ปีเดียวก็จะทิ้งร้างไม่มีคนดูแล

“แต่เวลาทำกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะคนจากข้างนอกหรือในชุมชน จะมีการช่วยกันทำ หุงข้าวหุงปลากินกัน เล่นน้ำร่วมด้วยสภาลานวัดจะเป็นแกนหลัก ส่วนหนึ่งคือพัฒนาเด็กไปเรื่อยๆด้านคุณธรรม ผ่านกิจกรรม และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเหล่านี้สอดแทรก

“เมื่อมีความต้องการ บวกกับความร่วมมือของชาวบ้าน อยากได้ มีส่วนร่วม เข้ามาทำ มีความเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดผลบางอย่างขึ้น สังเกตดูมีที่ไหนพังก็ช่วยกันซ่อม หลายแห่งยังใหม่ๆอยู่เลย แสดงว่ายังเป็นที่ต้องการ”

ธนาคารน้ำเป็นธนาคารเล็กๆ กลางๆ ไม่ใหญ่ แตกต่างกันไป สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านนั้นให้ดอกให้ผลมากกว่าแค่กุ้งหอยปูปลากลับคืนมา หากแต่คืนมาพร้อมกับจิตสำนึกร่วมของชุมชน จากสายห้วยน้ำลำคลองใหญ่น้อยนับร้อยนับสิบที่เก็บกักขังน้ำเอาไว้ใช้สอย ค่อยๆคืนความชุ่มชื้นกลับคืนไปให้แก่ผืนดินรอบไม้ชายคลองรอบข้าง แผ่ขยายออกไปในอาณาเขตป่าชุมชนสองพันกว่าไร่ กลับคืนสู่ป่าต้นน้ำและการอนุรักษ์ฟื้นฟูในหลายๆด้าน แม้จะไม่ได้ผลไปทั้งหมด บางแห่งทิ้งร้างหรือพังทลายบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการตระหนักและเรียนรู้ร่วมกันว่าพวกเขามีสถาบันการออมทรัพยากรน้ำ ที่ให้ดอกผลเป็นกุ้งหอยปูปลาที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆป่าไม้ชายคลองไร่นาสวนผสมที่ค่อยๆให้ทั้งความเขียวขจีและร่มรื่นชื่นเย็นแก่ชีวิต เป็นสวัสดิการอันยั่งยืนของทุกๆคนในชุมชน. +)

แสดงความคิดเห็น

« 0146
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง