ข่าวนโยบายสาธารณะ
มหกรรมสร้างสุขคนใต้ 52 : เชื่อมโยงความสุข จากนาข้าว..สู่ครัวคนใต้
มหกรรมกรรมสร้างสุขคนใต้ 52 : เชื่อมโยงความสุข จากนาข้าว...สู่ครัวคนใต้
รายงานโดย ; วัฒนชัย มะโนมะยา
มหกรรมสร้างสุขคนใต้ 52 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สถาบันราชภัฎสุราษฏร์ธานี ระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน 2552 หัวข้ออภิปรายเรื่อง “เชื่อมโยงความสุข จากนาข้าว...สู่ครัวคนใต้” จากกรณีศึกษา ประเด็นเกษตรและอาหารปลอดภัยของคนใต้ ได้แก่เรื่องข้าวพันธุ์พื้นบ้านของชาวบางแก้ว กับเรื่องเส้นทางข้าวในโรงแรมนา ตอบรับกับกระแสเรื่องข้าวที่สังคมกำลังให้ความสนใจ ว่าจะเดินต่อไปอย่างไร?
ผศ. ดร.ปาริชาติ วิสุทธิสมาจาร จากคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่าการปลูกพืชพลังงานทดแทนก็มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารด้วย
โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้กับการอยู่รอดของเกษตรกรหรือชาวนา
การพัฒนาพันธุ์ข้าวสังหยดแบบครบวงจร
: ความมั่นคงของอาหารและชาวนา
ชาวนาจะมั่นคงได้อย่างไรหากยังทำนาแล้วขาดทุนเลี้ยงตัวเองไม่ได้ และความมั่นคงทางด้านอาหาร เช่นการได้กินข้าวปลอดภัย มีคุณค่า และยั่งยืนก็คงไม่เกิด หากพื้นที่ทำนาอย่างเช่นจังหวัดพัทลุงเองซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองของภาคใต้และการทำนามาแต่โบร่ำโบราณ กลับถูกรุกโหมกระหน่ำจากการปลูกยางพาราลงในพื้นที่ท้องนาของชาวนาเองในช่วงไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมา จนเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน
แนวคิดโครงการพัฒนาตลาดข้าวพันธุ์สังหยดครบวงจร ซึ่งมีดร.ปาริชาติ เป็นหัวหน้าโครงการฯ ได้ใช้ บ้านเรียนรู้ธรรมชาติบางแก้ว เป็นกรณีศึกษากลุ่มเกษตรที่ดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิตข้าว หรือการปลูกข้าว ตลอดจนกรรมวิธีขั้นตอนในการสีข้าวโดยใช้การแยกเมล็ดข้าวออกจากเปลือกโดยวิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้เครื่องมือแรงคนโดยไม่ผ่านกระบวนการสีข้าวโดยเครื่องจักร เป็นข้าวซ้อมมือ จมูกไม่ถูกขัดสี มีคุณค่าทางสารอาหาร ใช้แรงงานคน พึ่งพิงกับธรรมชาติ และปลอดสารเคมี
“กรณีศึกษา บ้านเรียนรู้เกษตรกรรมธรรมชาติ ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นการทำนาแบบครบวงจร คารวะธรรมชาติของข้าวคือแม่โพสพ การไม่พูดคุยในขณะขึ้นเลียงข้าว เป็นวัฒนธรรมการทำนาข้าวแบบดั้งเดิม เป็นเรื่องของการสร้างขวัญกำลังใจและภูมิปัญญาชาวบ้าน”
คำถามก็คือว่าทำอย่างไรให้ชาวนาที่ยังรักการทำนา มีอาชีพทำนา อยู่ในวิถีสงบเรียบง่ายกับธรรมชาติ เช่นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเช่นนี้อยู่ได้ ไม่ขาดทุน ขณะผลิตข้าวดีมีคุณค่าออกส่งขายหล่อเลี้ยงผู้คน
“จริงๆแล้วพื้นที่การปลูกข้าวรวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมเพียงแค่ 3เปอร์เซ็นต์ แต่นัยยะที่น่าสนใจก็คือพบว่าบางแก้วมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองถึง 36 สายพันธุ์ ขณะนี้รื้อฟื้นได้แล้ว 22 สายพันธุ์ พบในยุ้ง โดยองค์ความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ในการคัดแยกพันธุ์ข้าวต่างๆ ให้เหลือสายพันธุ์เดียว แล้วนำมาปลูก”
ปัจจุบันข้าวพันธุ์พื้นเมืองเป็นที่รู้จักและคนนิยมบริโภคกันมากขึ้นในท้องตลาด ได้แก่ข้าวสังหยด เล็บนก ไอ้เฉี้ยง ข้าวหอมนิล ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพัทลุงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่สำคัญ และข้าวสังหยดเมืองพัทลุงเป็นข้าว GI (Geographical Indications : GI) คือได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในปี 2546
“โดยการทำนาปลูกข้าวสังหยดแบบดั้งเดิมนั้น ได้รับวิเคราะห์มาแล้วว่ามีธาตุเหล็กสูง ก็จะนำไปสู่การรณรงค์ลดการใช้สารเคมี คนก็หันมากินกันมากขึ้น ผู้ผลิตก็เข้มแข็ง อยู่ได้”
ในส่วนของงานวิจัยโครงการ การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง ได้แก่ สตูล สงขลา พัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช ได้เอาพื้นที่จังหวัดพัทลุง รวมถึงจังหวัดชุมพร เป็นกรณีศึกษาในเรื่องข้าว ทั้งนี้ผศ.ดร.ปาริชาติกล่าวว่า จะใช้การวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนนำงานไปสู่ความต่อเนื่องด้วย เนื่องจากไม่อยากให้เวทีสัมมนาเป็นแค่ที่พูดคุย บ่นๆ แล้วก็เงียบหายกันไป
“ชาวนาไม่ใช่เป็นเพียงกระดูกสันหลังของชาติอยู่ร่ำไป”
ในความหมายของผศ.ดร.ปาริชาติก็คืออาชีพการทำนาต้องมีเกียรติศักดิ์ศรี ภาคภูมิทระนงและที่สำคัญคือจะเขาต้องยืนหยัดอยู่ในสัมมาชีพนี้ได้ด้วย แนวทางหนึ่งก็คือข้าวพื้นบ้านไม่ใช่มองแค่ความจำเป็นในมิติอาหาร แต่เป็นการนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ให้คนมาเที่ยวมาชมวิถีชีวิตการทำนาได้ด้วย จากสิ่งที่เขาทำและเป็นอยู่ และเป็นสิ่งที่ดีๆ
นับตั้งแต่การเตรียมการปลูกข้าว หว่านดำทำนา เกี่ยวข้าว สีข้าวแบบซ้อมมือ ทุกกรรมวิธีอยู่บนพื้นฐานของการผลิตแบบดั้งเดิม การใช้แกะเก็บข้าว ใช้แรงงานคน และภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรื้อฟื้นวิถีการทำนาแบบซอมือ หรือการลงแขกในภาคกลาง เป็นการเกี่ยวร้อยวิถีชีวิตชุมชนแบบการช่วยเหลือเอื้อปันกันลงแรงทำงาน ประเด็นก็คือนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณค่า น่าเชื่อถือ และเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าและการอยู่ได้ของเกษตรกรชาวนาด้วย
“ตอนนี้มีการออกปากเก็บข้าว รื้อฟื้นการทำนาเป็นทีมกันขึ้นแล้ว”
โรงแรมนา แห่งที่ 2 ของประเทศไทย
: เรือนศศิธร อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล
เรือนศศิธร อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ก็คือพื้นที่นำร่องหรือเส้นทางข้าวที่จะนำไปสู่โรงแรมนา แห่งที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งมีต้นแบบมาจากชุมพร คาบาน่ารีสอร์ท เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาเรื่องข้าวของประเด็นเกษตรและอาหารปลอดภัยของคนใต้ที่น่าสนใจในอีกแง่มุมหนึ่ง
ผศ.ดร.ปาริชาติ วิสุทธิจามร เล่าว่า ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกเมื่อปี 40 คาบาน่ารีสอร์ทมีหนี้กว่า 300 ล้านบาท ทางเดียวที่พอจะพยุงกิจการให้อยู่รอดได้ ก็คือต้องปลดพนักงานออกเสียครึ่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็ทำงานกันมายาวนานบางคนเป็น 20-30 ปี คุณวริสสร รักษ์พันธุ์ เจ้าของโรงแรมจึงคิดว่าทำอย่างไรได้อีกบ้าง
“เช่นหาทางซื้อของให้ถูกลง บังเอิญท่านได้ไปกินข้าวกับชาวบ้าน ซื้อผลไม้ในสวน ได้ไอเดียความคิดว่า ต้องลดต้นทุนการผลิต เช่นข้าว ไม่ต้องผ่านโรงสี แต่ซื้อจากชาวนาโดยตรง และทำอย่างไรให้ตรงนี้มาเป็นเมนูอาหารของโรงแรม”
ต่อมาพื้นที่ธรรมชาติโดยรอบรีสอร์ท ส่วนหนึ่งจึงเปลี่ยนเป็นแปลงปุ๋ยหมัก โรงผลิตน้ำยาเอนกประสงค์ แปลงผักและเลี้ยงวัว โรงสีและนาข้าว โดยเฉพาะข้าว “เหลืองปะทิว”ข้าวพันธุ์พื้นบ้านชั้นดีช่อรวงดกของจังหวัดชุมพร
“ได้เห็นผลผลิตจากเกษตรทำเอง ข้าว ไม่ใช่เป็นเรื่องจำเป็นในด้านการกินเช่นข้าวหอมมะลิทั่วไป แต่บวกกับเรื่องท่องเที่ยว อาหารเช้า เสิร์ฟด้วยเหลืองปะทิว เป็นข้าวซ้อมมือ บำรุงกระดูก บอกได้ว่าแขกที่พักได้รับการดูแลลูกค้าดี เท่ากับพีอาร์นักท่องเที่ยว เรื่องสุขภาพ นอกจากนี้ยังผักปลอดสาร เช่นกล้วยน้ำว้า ลองเสตย์ วิคเอ็นของนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์ ไทย เขมร ระยะพำนักก็นานขึ้นจากเดือนหนึ่งหรือสองอาทิตย์”
ผศ.ดร.ปาริชาติ บอกว่าในพื้นที่ต่างๆก็มองเห็นในจุดนี้เช่น นำมาเป็นเมนูอาหารในสนามบินหรือโรงแรมใกล้ๆที่พัก นักท่องเที่ยวนั่งเครื่องของบางกอกแอร์เวย์ บินกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ผ่านสุโขทัย มองเห็นแปลงสาธิตอยู่ใกล้ๆก็อยากไปเยี่ยมชม ข้าวจึงไม่เป็นสินค้าโดยตรง แต่นำไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยว โรงแรมอาจจัดนิทรรศการ มีไกด์แนะนำ ไปดูการทำนาปลูกข้าวแบบใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ใช้เกษตรอินทรีย์ บนวิถีชีวิตแบบพอเพียง เรียบง่ายมีความสุขของชาวนา
“โรงแรมนาแห่งที่สอง เรือนศศิธร ควนโดน สตูล เหมือนกับการเป็นสาขาร่วมที่โน่นมีเหลืองปะทิว ป่าต้นน้ำพะโต๊ะ ที่นี่มีวังประจัน ทะเลบัน ให้เกษตรกรคงวิถี เสริมรายได้จากท่องเที่ยว มีโบว์ชัวร์ท่องเที่ยวชุมชนละแวกนี้ นำชมสวนผลไม้ ฟาร์มแพะ ไก่คอร่อน”
ชาวบ้านส่วนหนึ่งเมื่อคิดเรื่องการท่องเที่ยวก็จะเปลี่ยนสวนเป็นโฮมสเตย์ ผศ.ดร..ปาริชาติบอกว่าเป็นการผิดทางเพราะท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ต้องไม่มีต้นทุน แต่ควรเป็นของที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก
“เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำปุ๋ยหมัก ก็ทำใส่แพ็คขายเลย ที่ชุมพรยังมีอุจาระปุ๋ยของนักท่องเที่ยวที่มาพัก เป็นปุ๋ยพันธุ์นานาชาติ”
ความหมายก็คือเรื่องข้าวแต่มีรูปแบบที่แตกต่างออกไป ให้เกษตรต่างๆเป็นส่วนเสริม และให้ท่องเที่ยวเป็นหลัก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าให้พ้นไปจากคำว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่เป็นผู้ปลูกข้าวให้คนฟิลิปินส์ มาเลย์ กิน นำรายได้เข้าประเทศอีกทาง
จากนาข้าว...สู่ครัวใต้ : มหกรรมข้าวประจำปีจังหวัดพัทลุง
เช่นเดียวกัน กับพื้นที่อื่นๆ ผศ.ดร.ปาริชาติ วิสุทธิสมาจาร บอกว่าในพื้นที่พัทลุงซึ่งโดดเด่นในเรื่องพื้นที่การทำนาในภาคใต้ เรื่องเหล่านี้ต้องร่วมด้วยท้องถิ่น จะมีสวัสดิการหรือแรงจูงใจอย่างไร ที่จะสร้างชาวนารุ่นใหม่ขึ้นมา เช่นการรุกคืบหรือรวมกันเป็นเครือข่าย เช่นกลุ่มชาวนา 3 จังหวัด นครศรีธรรมราช สงขลา อาจจะมีพัทลุงเป็นพี่เลี้ยง
นั่นหมายความว่า จะต้องมองในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เป็นหลัก ซึ่งต้องอาศัยวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมของชาวนาเข้ามาเสริม และการสร้างผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูป มียี่ห้อส่งออกขายได้ราคาให้ผู้บริโภคและตลาดมั่นใจ หรือมาซื้อหาถึงชุมชนเอง วิธีการหนึ่งก็คือต้องลดปัจจัยเสี่ยงหรือต้นทุนการผลิตต่างๆด้วยนั้น ส่วนหนึ่งคือการได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากท้องถิ่น
ในปีที่แล้วผศ.ดร.ปาริชาติบอกว่าประเด็นเกษตร ทำในภาพรวม ปีนี้ได้ลงไปใช้พื้นที่ของอำเภอบางแก้วเป็นกรณีศึกษา จากข้อเท็จจริงที่พบคุณจักรกฤษณ์ สามัคคี ประธานกลุ่มวิสากิจชุมชน บ้านเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ บอกว่าปัจจุบันมีคนทำนาเพียง 17 ครอบครัว
“คือไม่ขยายเพิ่มขึ้น อายุคนทำนาก็ 35 ปีขึ้นไป ปัญหาก็คือไม่มีอะไรดึงดูดใจ ใครจะสืบทอด”
ในส่วนแนวคิดของโครงการก็คือใช้การวิจัยเชิงพื้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนงานให้ต่อเนื่อง โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และคอยหนุนเสริม เช่นให้เกิดเป็นมติข้อตกลงว่าพื้นที่ 25-50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับทำการเกษตร โดยการผลักดันให้เป็นนโยบายสาธารณะ
“นอกจากนี้ได้เปิดเวทีให้ท้องถิ่นมามีส่วนร่วม-ปกป้องพื้นที่นาข้าว! โจทย์คือจูงใจเกษตรกรอย่างไร เช่นเมื่อสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมาโดยนายกเทศมนตรีตำบลท่ามะเดื่อบอกว่าเมื่อนโยบายระดับจังหวัดไม่ขัดข้อง ก็สามารถทำได้ มีข้อตกลงให้ชาวนา มีพันธะสัญญา ให้มีการสร้างยุ้งฉางให้กับชาวบ้าน พื้นที่ตากข้าวของชุมชน เป็นรูปธรรม ในส่วนนี้เบื้องต้นทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงเห็นด้วย และมีการตั้งงบประมาณไว้แล้ว”
สิ่งที่ต้องพึงระวังคือทำอย่างไรให้ผลิตผลผลิตภัณฑ์ออกมามีคุณภาพ ไม่มีความชื้น ไม่มีมอด แมลง ยืดอายุการเก็บรักษา ผศ.ดร.ปาริชาติบอกว่า ส่วนนี้อาจจะมีงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เช่น คณะอุตสาหกรรมเกษตร โดยอ.กิตติ เข้ามาช่วยดูในเรื่องผลิตภัณฑ์อย่างไรให้คงรูป ไม่แปรสภาพ คณะวจก.โดยอ.เกื้อกูล สุนันทเกษม จะมาทำในการตลาดเพื่อสร้างตลาดข้าวครบวงจร ให้เกษตรกรได้พบผู้บริโภคโดยตรงที่สุดโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นต้น
ในเวทีสร้างสุขคนใต้ 52 นี้จะใช้เวทีนำเสนอแนวคิดของทุกภาคส่วน โดยจะเน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของเกษตรและองค์กรในพื้นที่ จากกรณีศึกษาตัวอย่างของเกษตรชาวนา เพื่อนำเสนอเรื่องผู้ผลิตเข้มแข็ง นำอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค รณรงค์ลาดการใช้สารเคมี เป็นมติและข้อตกลงร่วม นำไปสู่การจัดมหกรรมอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านประจำปีของจังหวัดพัทลุง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยคุณสุเทพ โกมลภมร และส่วนท้องถิ่นได้มารับรู้รับทราบและมองเห็นโดยครบวงจรว่าจะ“เชื่อมโยงความสุขจากนาข้าว..สู่ครัวคนใต้”ได้อย่างไร.
