ข่าวนโยบายสาธารณะ
มหกรรมผลงานการพัฒนาเด็ก และการศึกษาปฐมวัย 7 จว.ภาคใต้ตอนล่าง
รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา
สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลา ร่วมกับชมรมผู้ดูแลเด็ก 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ได้จัดกิจกรรม “มหกรรมมหกรรมผลงานการพัฒนาเด็กและการศึกษาปฐมวัย 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ระหว่างจังหวัดสงขลา กับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ในวันที่ 7-8 เมษายน 2552 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา
มหกรรมผลงานการพัฒนาเด็กฯ แต่ละจังหวัดจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ สำหรับปี 2552 นี้ชมรมผู้ดูแลเด็กจังหวัดสงขลา รับเป็นเจ้าภาพจัดงาน
โดยในงานมหกรรมฯจัดให้มีการเสวนาทางวิชาการ การประกวดทักษะและสุขภาพของเด็ก ประกวดการจัดทำรายการอาหารสำหรับเด็ก ประกวดสุขภาพฟัน ฯลฯ
“เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับครูผู้ดูแลเด็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ก่อให้เกิดความสามัคคี และได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
การดำเนินงานมหกรรมครั้งนี้ ประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่
1 จัดนิทรรศการ 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมเกมการศึกษา กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ และกิจกรรมเสรี
2 นวัตกรรมผลงานของผู้ดูแลเด็ก
3 การเสวนาทางวิชาการ
4 การประกวดทักษะและสุขภาพเด็ก
5 การประกวดอาหารสำหรับเด็ก
6 การแสดงของเด็ก และอื่นๆ
โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 7 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งท้องถิ่นจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่กันบนเวทีเสวนา
ในงานมหกรรมตลอดทั้ง 2 วัน ผู้ดูแลเด็กและผู้เกี่ยวข้องประมาณ 3,000 คนได้ชมนิทรรศการที่ดีๆ นวัตกรรมเด่นๆ สื่อสร้างสรรค์พัฒนา และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเกิดจากน้ำพักน้ำแรง ทั้งของครูผู้ดู แลเด็ก เด็กๆและผู้ปกครอง เพื่อนำไปสู่การขยายผลในด้านต่างๆ อย่างน้อยให้มองเห็นและปรับแนวคิดจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก ให้มีมาตรฐานและเป็นแหล่งเรียนรู้มากขึ้น เป็นต้น
ความเข้มแข็งอย่างหนึ่งของศูนย์เด็ก 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วยจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็คือการมีชมรมผู้ดูแลเด็กในทุกๆจังหวัดในการร่วมไม้ร่วมมือกันทำงาน เป็นพลังอันเข้มแข็ง และเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มนำร่องให้กับภาคอื่นๆ ต่อไปด้วย
**: การศึกษากับการพัฒนาท้องถิ่น** นายวิทยา พานิชพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานในพิธีกล่าวว่ามีความยินดีที่ได้เห็นความมุ่งหวังเพื่อพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อเด็กซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต
“การพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ รวมทั้งด้านสังคมและสติปัญญา ผู้ดูแลเด็กซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาดูแลจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ รวมทั้งสามารถเป็นแบบอย่างในความมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อช่วยให้เด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ได้ดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข”
การจัดโครงการมหกรรมฯในครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ดูแลเด็กและผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ก่อให้เกิดความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กระทั่งนำวิชาความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์การดูแลเด็กไปประยุกต์ใช้ เพื่อยังผลสำเร็จต่อการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไป
จากนั้นนายวิทยา พานิชพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้บรรยายพิเศษหัวข้อเรื่อง “การศึกษากับการพัฒนาท้องถิ่น” ความสรุปว่าสังคมและประเทศชาติมีรากฐานความเป็นมา การศึกษาก็มีพัฒนาการสืบเนื่องมาแต่อดีตจวบปัจจุบัน
กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 มาตรา 8 เรื่องสิทธิเสรีภาพทางการศึกษา และพรบ.การศึกษาปี 2542 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2545 ส่วนที่ 2 เรื่องบริหารการศึกษา กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ์จัดการศึกษา ระดับใดระดับหนึ่ง หรือทั้งหมด ตามความเหมาะสม รวมถึงกฎหมายกระจายอำนาจ ให้รัฐถ่ายโอนอำนาจ นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่มีโครงสร้างสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในการพัฒนาบุคลากร เพื่อนำไปสู่กรอบคิดและการหล่อหลอมในการพัฒนาคนจากเด็กปฐมวัย
เมื่อประธานในพิธีกล่าวเปิด และบรรยายพิเศษแล้วเสร็จ ก็เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมของศูนย์ต่างๆ และดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการต่อไป
**: บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ**
นางอาตีก๊ะ ล่าเมาะ พิธีกรดำเนินรายการกล่าวว่า ผู้ดูแลเด็กคือผู้ที่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็ก ต้องมีความอดทน และตั้งใจจริง เพราะวันนี้เด็กอยู่กับครูมากกว่าพ่อแม่
“ลูกกลับบ้านพ่อแม่ยังไม่กลับ พ่อแม่กลับลูกหลับไปแล้ว พอตื่นขึ้นพ่อแม่ไปทำงาน วันนี้ทำอย่างไรให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เห็นและสบายใจไม่ผิดหวัง เมื่อนำลูกหลานไปฝากไว้กับศูนย์ฯ ส่วนหนึ่งได้เห็นจากผลงานในวันนี้ ว่าการเรียนการสอนมีความคิดสร้างสรรค์อะไรอย่างไร สาธารณะมองเห็นศักยภาพผู้ดูแลเด็ก ต่อไประดับนโยบายมองเห็นความสำคัญ”
ในส่วนของกิจกรรมบนเวทีมีการแสดงร้องรำของน้องๆอายุ 3-5 ขวบจากศูนย์เด็กแต่ละจังหวัด บนเวทีสลับกันไปเป็นช่วงๆ ให้เห็นความสามารถและเอาใจใส่ร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง และได้ฟังการร้องเพลงกล่อมเด็กสมัยแต่แรกโดยคุณหนูนา ซ่านตั้น ชาวบ้านจากจังหวัดตรัง
ในห้องต่างๆ มีการประกวดทางด้านทักษะ ความสามารถ การดูแลสุขภาพ แข่งขันเล่านิทาน ร่วมกับผู้ปกครองเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ เป็นการสื่อสารและความใกล้ชิดสัมพันธ์ระหว่างกัน
“การประกวดทักษะ ส่งเสริมวัฒนธรรม การไหว้ การสลาม ประกวดสุขภาพ มีบู๊ธแสดงผลงาน สื่อการเรียนการสอน เศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ของเล่น นำไปสู่พัฒนาการของเด็ก นำไปเป็นแบบในศูนย์ วันนี้ได้เห็นพลังความสามัคคี ร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี ซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ สามารถมาแสดงพลังให้เห็นว่าพวกเราทุกคนมีความตั้งใจและพร้อมที่จะพัฒนาเด็กให้เป็นคนเก่ง มีความสุข”
ที่สำคัญบทบาทของท้องถิ่น และเครือข่ายภาคีต่างๆเล็งเห็นร่วมกันว่า เป็นส่วนเสริมเติมเต็มในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน หลายหน่วยงานได้มาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้กัน นับแต่ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครอง นักวิชาการ สำนักงานเขตพื้นที่ และนำมาสู่
“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระหว่างจังหวัดสงขลา กับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา”
ความโดยสรุปว่าจังหวัดสงขลา และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการพัฒนาส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 รวมถึงสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ
มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา จึง ได้จัดการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โดยได้กำหนดให้นักศึกษาต้องผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในแหล่งเรียนรู้ที่จัดการศึกษาปฐมวัย ตามระยะเวลาที่กำหนดในหลักสูตร
จังหวัดสงขลา โดย สำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ได้พิจาณาเห็นว่า นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย เป็นบุคลากรที่มีความรู้ และทักษะในการจัดการศึกษาปฐมวัย สามารถนำความรู้ มาประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น เพื่อให้การจัดการการศึกษาปฐมวัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ต่อไป
ลงนาม ณ วันที่ 7 เมษายน 2552 โดยนาย วิทยา พานิชพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาการแทน ผู้ว่าฯ กับ ผศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงวิเศษ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ร่วมด้วยสักขีพยาน..... (อ่านรายละเอียด ในล้อมกรอบ)
...................................................................................................
**: บทบาทท้องถิ่นและภาคีในการพัฒนาเด็ก**
ในภาคบ่ายได้มีการเสวนาเรื่อง “บทบาทท้องถิ่นและภาคีในการพัฒนาเด็ก” ดำเนินการเสวนาโดย นายอภิชัย เกื้อก่อกุล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสะกอม กล่าวว่านับเป็นโอกาสดีที่ภาคีเครือข่ายในหลายๆภาคส่วน ได้ร่วมด้วยช่วยกันเสนอแนะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อไปสู่การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ ในอนาคต ซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมจากศูนย์เด็กในวันนี้
คุณวิญญ์ สิทธิเชนทร์ ตัวแทนจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกล่าวถึงภารกิจทางการศึกษา ที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมนั้นสืบเนื่องมาจากวิวัฒนาการที่สั่งสมมาตามลำดับ กระทั่งปัจจุบันสังคมดำเนินไปตามกระแสหลักคือประชาธิปไตย ถือว่าทุกคนมีเกียรติศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีส่วนร่วม เช่นในวันนี้องค์ความรู้เรื่องสุขภาพ ก็จะมีสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแล วิชาการด้านนิเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ และการหนุนเสริมของเครือข่ายภาคี ได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา เป็นต้น
“มหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ 40 กว่าแห่งมีความพร้อมไม่เท่ากัน แต่ส่วนหนึ่งในการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เนื่องจากมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการหนุนเสริมการศึกษาที่เอื้อต่อท้องถิ่นเป็นสำคัญ”
โดยสรุปว่า การบูรณาการศึกษามีหลักจะต้องคำนึงอยู่ 3 ส่วนคือ เข้าใจ-ว่าทำอะไรกับใคร มีข้อจำกัดอย่างไร เข้าถึง-ว่าจะทำงานร่วมกับเขาอย่างไร พร้อมที่จะรับรู้รับฟัง แล้วจึงพัฒนา-ศักยภาพให้กับตัวเอง และองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมกัน
คุณนิคม ยอดมณี ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 สงขลา
กล่าวว่าเบื้องต้นเห็นด้วยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการศึกษา โดยการถ่ายโอน หรือจัดตั้งเอง เพราะการศึกษาเป็นของทุกคน และหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนสามารถจัดการและตอบสนองคนในชุมชนได้อย่างเข้าถึงและทันท่วงทีกว่า เพียงแต่เมื่อรับโอนมาแล้วต้องปูพื้นฐานและพัฒนาโดยท้องถิ่นกับภาคีเครือข่ายต้องร่วมพูดคุยกันอย่างจริงจังทันที
“คุณภาพของเด็กย่อมเกิดจากผลของผู้เลี้ยงดู หมายถึงผู้อบรมดูแลด้วย คุณภาพผู้ดูแลเด็กจึงส่งผลต่อคุณภาพของเด็กเช่นกัน ประกอบด้วยท้องถิ่นที่เด็กอยู่อาศัย ละแวกชุมชน ตำบล อำเภอที่เป็นภาคี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง ปู่ย่าตายาย หน่วยงานราชการ เอกชน ชุมชน ก็สามารถเป็นเครือข่ายได้”
ที่สำคัญองค์กรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินไปในส่วนของตนให้เข้มแข็งด้วย
คุณพันณี ขันติกาโร นักวิชาการด้านสาธารณสุขโรงพยาบาลสงขลา กล่าวว่านอกจากสถาบันทางวิชาการ วันนี้ผู้ที่จะมาพัฒนาการศึกษาต้องเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มทักษะชีวิตให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม ตามช่วงวัยของพัฒนาการซึ่งการพัฒนาเด็กคือการเตรียมความพร้อม เพื่อต่อยอดการเรียนรู้ เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ นับแต่สายพันธุ์ ซึ่งเท่า IQ หรือมรดกทางพันธุกรรม สามารถจะคาดคะเนถึง EQ หรือเชาว์ปัญญาได้ หากได้รับการปลูกในสภาพดินดี มีอุณหภูมิความชื้น ที่เหมาะสม ได้รับน้ำปุ๋ยบำรุงก็เจริญงอกงาม สำหรับการพัฒนาเด็ก ให้มี EQ หรือความฉลาดทางด้านอารมณ์ ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้เก่ง ดี มีความสุข ไม่โกง และศูนย์พัฒนาเด็กจึงเป็นสถานสำคัญที่หล่อหลอมสร้างคนดีให้กับชุมชนอีกทาง
“27 ศูนย์พัฒนาเด็กในจังหวัดสงขลา มีเด็กประมาณ 1200 คน ผู้ดูแลเด็ก 91 คน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออยู่กับปู่ย่า สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนเอกชน แต่ ณ ที่นี้อย่างน้อยที่สุดทำอย่างไรให้ศูนย์ที่อยู่ในความดูแลมีทักษะ เช่น ความรู้ด้านโภชนาการ หลักสูตรหรือแผนงานต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”
โดยให้ข้อคิดในตอนท้ายว่าเข็มทิศหรือเป้าหมายของหน่วยงานหลักในท้องที่ต้องร่วมกันทำแผนงาน ที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน ไม่แยกส่วน ร่วมด้วยเครือข่ายภาคี ครอบครัว ชุมชน บ้าน วัด มัสยิด โรงเรียน เช่น มีชมรมเป็นพลังในการขับเคลื่อน ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งคาดหวังได้ว่าผู้ดูแลเด็กซึ่งเป็นผู้ดูแลรากฐานของชีวิตจะได้เป็นวิชาชีพต่อไป
“อย่าให้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ปิดเสียก่อน ดังหนังสือที่ชื่อว่ารอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว การพูดจา การเรียนรู้ คุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ต้องรีบปลูกฝังตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึง 3 ปี”
คุณสินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม กล่าวว่าผู้ดูแลเด็กเป็นคุณครูของลูกเราทุกคน เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่คนที่สอง เป็นทั้งครูและพ่อแม่ไปพร้อมกัน อาจจะเป็นงานหนักบ้าง บางครั้งหลายๆคนตั้งใจรอว่าเมื่อไหร่ท้องถิ่นหรือหน่วยงานใดจะเข้ามาดูแลช่วยเหลือบ้าง เกิดท้อใจ จริงๆแล้ว ครูผู้ดูแลเด็กเองจะต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในบางพื้นที่ท้องถิ่น นายกฯเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา แต่ถ้าครูผู้ดูแลเด็กสามารถทำให้ศูนย์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองได้ มีความคิดสร้างสรรค์หรือพยายามทำให้ศูนย์พัฒนา เป็นต้นแบบในด้านต่างๆ หน่วยงานและท้องถิ่นจะมองเห็นและเดินเข้ามาหาเอง
“หากพ่อแม่ผู้ปกครองหรือชุมชนเห็นความสำคัญ วิธีหาเงินมี เช่นเลี้ยงน้ำชา ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจหรือคอยแต่ว่านายกฯไม่ส่งเรียนต่อ นายกฯอาจจะไม่รู้เรื่องแต่รองนายกฯหรือสมาชิกฯคนใดสนใจ ก็ต้องขวนขวาย มานะพยายาม ต่อไปในอนาคตอันใกล้ หัวหน้าหรือศูนย์ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน ก็จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการประจำท้องถิ่น”
คุณสินธพกล่าวฝากไว้ว่าอยากให้ผู้ดูแลเด็กเป็นคุณครูในดวงใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือชาวบ้าน ซึ่งมีหลักจะต้องคำนึงอยู่ 3 ประการ ได้แก่การปรับวิธีคิด ให้คิดบวก มองด้านดีงาม เช่นเดียวกับการรักดูแลเอาใจใส่ลูกเราเอง ปรับโครงสร้างในกระบวนการชีวิต ไม่เอาปัญหาอื่นมาปะปนกับหน้าที่การเป็นครูเด็ก โกรธเกลียดบูดบึ้งให้ทิ้งไว้ที่คูน้ำหน้าโรงเรียน และปรับประยุกต์ภูมิปัญญา วัฒนธรรมไทยมาใช้และรักษาสิ่งที่ดีงามไว้ ท้ายที่สุดความเป็นท้องถิ่นและชุมชนทั้งหมดจะงดงามตามธรรมชาติโดยตัวมันเอง
คุณสุวิชานันท์ สุขสบาย นักวิชาการศึกษา อบต.ตันหยงลิมอร์ กล่าวว่าปัจจุบันการกำกับดูแลนโยบายส่วนใหญ่อยู่กับ อบต.ท้องถิ่น เทศบาลในส่วนบทบาทนักวิชาการศึกษามีภาระหน้าที่ในการกำกับดูแล ส่งเสริมการศึกษา วัฒนธรรมประเพณี หรือสิ่งนันทนาการต่างๆ ต้องสามารถคุยและทราบถึงความต้องการของชาวบ้านได้
“บทบาทหน้าที่คือการส่งเสริมการพัฒนาดูแลเด็ก เรื่องงบประมาณ ผลประโยชน์ค่าตอบแทนเงินเดือน ต้องลงไปพูดคุยและทราบถึงความต้องการขอบชาวบ้านได้ให้เท่าๆกับผู้ดูแลเด็กรู้ จึงจะสามารถกำกับดูแลได้เมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งบุคลิกภาพ และพัฒนาการด้านต่างๆ เช่นการทำแผนงบประมาณที่ถูกต้องแท้จริง และการประสานสัมพันธ์กับเครือข่ายภาคี เป็นต้น”
และสุดท้ายทุกคนจะพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าตนเองทำงานอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กฯ บทบาทท้องถิ่นและภาคีในการพัฒนาเด็กนั้น นอกจากพัฒนาตนเองและองค์กรแล้ว ที่สำคัญคือจะต้องไม่ทำเพียงลำพัง แต่รวมด้วยภาคีทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่าย เช่นเดียวกับในวันนี้ ที่ชมรมและผู้ดูแลเด็ก 7 จังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ได้มาร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนและเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเด็กของเรา.
...................................................................................................
**: ประสบการณ์การศึกษาดูงานการพัฒนาเด็ก ณ ประเทศสิงคโปร์**
งานมหกรรมผลงานการพัฒนาเด็กและการศึกษาปฐมวัย 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างฯ ในวันที่ 8 เมษายน 2552 มีการแสดงบนเวทีของน้องๆหนูๆจากศูนย์พัฒนาเด็กจากจังหวัดต่างๆ พิธีมอบรางวัลการแข่งขันทักษะวิชาการ การประกวดเล่านิทานรอบชิงชนะเลิศ และการประกวดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
(อ่านรายละเอียดผลการประกวด ในล้อมกรอบ)
...................................................................................................
เวลา 10.00 -11.00 น.บนเวทีมีรายการ เล่าสู่กันฟังเรื่อง “ประสบการณ์การศึกษาดูงานการพัฒนาเด็ก ณ ประเทศสิงคโปร์” โดยผู้นำเครือข่าย 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบกับการฉายวีซีดีการเยี่ยมชมไปพร้อมๆกัน
ครูเจี๊ยบ นงลักษณ์ ศรีชยาภิวัฒน์ ผู้นำเครือข่ายจังหวัดสงขลา ในฐานะผู้ดำเนินรายการกล่าวว่าในที่นี้ทุกคนล้วนเป็นกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกันเป็นชมรมซึ่งมีเฉพาะในภาคใต้ของเราเท่านั้น เป็นการรวมพลังของผู้ดูแลเด็กแต่ละจังหวัดได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีผู้นำเครือข่ายเป็นผู้ดำเนินการประสานงานต่างๆ
และในโอกาสที่ผู้นำเครือข่ายใน 7 จังหวัดภาคใต้เราได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2551 จึงได้นำเรื่องราวและแง่มุมที่น่าสนใจ มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประโยชน์และแนวทางในการพัฒนาศูนย์เด็ก
ครูแว่น คุณดารูนะ ดอเลาะ ผู้นำเครือข่ายจังหวัดนราธิวาส
กล่าวว่าเราทุกคนในที่นี้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน มารวมพลังพัฒนาเด็กไทยของเราเพื่ออนาคตของชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่าความเจริญทางด้านเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับสิงคโปร์นั้นมีผลต่อการพัฒนาประเทศ สิ่งที่ไปเห็นมาหลายอย่างสามารถบูรณาการมาปรับใช้ได้ เพียงแต่มีความตั้งใจเชื่อว่าผู้ดูแลเด็กของเราก็สามารถทำได้เท่าเทียมกัน
“การไปศึกษาดูงานครั้งนี้อยู่ในช่วงปิดเทอม จึงได้ไปเยี่ยมชมเฉพาะศูนย์ของเอกชน พบว่าเป็นการศึกษาเชิงธุรกิจ อนุญาตให้เก็บภาพเฉพาะบางสวนเท่านั้น ซึ่งเขามีสิทธิ์เพราะกลัวการลอกเลียนแบบ ส่วนของเรานั้นสถานที่ไหนเด่นดี เปิดให้ดู แล้วนำไปขยายผล”
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าความพร้อมของศูนย์บ้านเรา หลายส่วนยังขาดแคลน พ่อแม่ผู้ปกครองยากจน อยากได้รูปถ่าย ต้องไปเยี่ยมบ้าน ถ่ายรูป เพราะฉะนั้นที่ศูนย์จึงจำเป็นต้องมีกล้องอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง อาจจะทำเป็นโครงการเยี่ยมบ้าน เป็นต้น
คุณปราณี มลิวรรณ์ ประธานชมรมผู้ดูแลเด็กและผู้นำเครือข่ายจังหวัดพัทลุง
กล่าวว่าประเทศสิงคโปร์นั้นบ้านเมืองมีกฎระเบียบวินัยเคร่งครัด ซึ่งส่วนนี้จะนำไปสู่คุณภาพของคน การจัดการเรียนการสอนของศูนย์เด็กของเขาจึงดีกว่า ลักษณะของครูผู้ดูแลเด็กจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก แต่ไม่เน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมต่างๆมากนัก ต่างกับของประเทศเราที่หย่อนยาน ค่อนข้างอิสรเสรีมาก แต่มีมนุษยสัมพันธ์ มารยาท อัธยาศัยดีกว่า
การเรียนการสอนของเขาเน้นตัวผู้เรียน หรือคุณภาพของผู้เรียนเป็นหลัก ขณะที่ของเราจะเน้นเรื่องเอกสาร ข้อมูลต่างๆ เช่นการประเมินอย่างขะมักเขม้น ประเมินภาวะโภชนาการ เรื่องอาหารการกิน จนบางครั้งทำให้ขาดเวลาในการดูแลเด็กไป
“แผนการสอนของเขามีหลายแนว ตามธรรมชาติก็มี แต่จะให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่นครูมีกล้องดิจิตอล โน๊ตบุ๊ค สำหรับใช้เก็บข้อมูลเพื่อนำไปทำแฟ้มสะสมผลงานในรูปของพอยด์สตูดิโอ หรือ เด็กดื้อเด็กซน ประพฤติตัวดีไม่ดีอย่างไรก็จะบันทึกไว้เป็นหลักฐานโดยกล้องหรือวีดีโอ แล้วให้ผู้ปกครองได้ร่วมกันคิด ปรับพฤติกรรมต่อไป”
คุณปราณีเล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจ เช่นเรื่องบอร์ดแฟมิลี่ของเขา น่านำมาใช้เพราะทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าง เป็นการสร้างบรรยากาศ กล่าวคือมีการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้ว ของเราว่างเกินไป สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อพัฒนาศูนย์ของเราต่อไป
คุณรติกร คงสง : ผู้นำเครือข่ายจังหวัดตรัง
การไปเยี่ยมชมแบ่งเป็น 5 กลุ่มศูนย์ ครูของเขาต้องเก่งภาษาหลัก คือภาษาอังกฤษ ส่วนภาษารองได้แก่จีน หรือละแวกชุมชนนั้นๆใช้ภาษาอะไรเป็นหลัก
แต่ถ้าเปรียบเทียบการทำหน้าที่แล้วถือว่าครูของเราเก่งกว่า เพราะสัดส่วนครูที่นั่นหนึ่งต่อหก ขณะของเราหนึ่งต่อสามสิบห้าสี่สิบ ดังนั้นครูของเขาจึงมีเวลาเขียนแผนเอง และสามารถสับเปลี่ยนกันสอนได้
วัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างพร้อม ทันยุคทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์วาดเขียน ของเล่นต่างๆ จะเน้นตัวเด็กเป็นหลัก ส่วนสถานที่นั้นหลายๆแห่งจะเป็นเพียงบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ธรรมดา
คุณรัตนา หวังกุหลำ ผู้นำเครือข่ายจังหวัดสตูล และคุณรอมือล๊ะ มะหะมิง ผู้นำเครือข่ายจังหวัดยะลา กล่าวเสริมตามลำดับว่าการมีโอกาสได้ไปดูงานเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง และนำมาเล่าสู่กันฟัง แต่แม้คนที่ไม่มีโอกาสได้ไปในขณะนี้เรามีหน้าที่การงานอยู่ระดับหนึ่ง และทุกคนก็มีสิทธิ์ก้าวหน้าในอนาคต ทำหน้าที่ให้เด็กเก่ง ดี มีความสุข ให้ทุกคนสู้ไปในการทำงาน ท้อได้แต่ไม่ถอย ถอยได้สักก้าวเพื่อตั้งหลัก พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้พัฒนา
“เชื่อว่าเราทุกคนสามารถทำได้ พยายามมองให้ไกล ไปให้ถึง”
ผู้ดำเนินรายการได้แจ้งข่าวดีแก่ครูผู้ดูแลเด็กว่า ต่อไปนี้จะมีโอกาส ในการบรรจุเป็นข้าราชการของหนักงานอบต. หรือครูผู้ช่วย ประมาณ 500 คน อาจจะเป็นหัวหน้าศูนย์ หรือผู้ดูแลเด็กดีเด่น ตามการประเมินเกณฑ์มาตรฐาน เช่นจบเอกปฐมวัย ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี หรือมีใบประกอบวิชาชีพครู เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป ผู้นำเครือข่ายซึ่งเป็นตัวแทนแต่ละจังหวัดมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสในการเรียนรู้ปรับโลกทัศน์ให้กว้างขวางออกไป เพื่อปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศูนย์เด็กเป็นสำคัญ
สิ่งที่แต่ละคนพบเจอะอาจจะต่างแง่มุความคิดประสบการณ์ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากคำบอกเล่าของการไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ต่างก็ได้มองเห็นว่าการที่ผู้คนพลเมืองมีระเบียบวินัย รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ที่สะดวกทันสมัยนั้นนำพาประเทศไปสู่ความเจริญอย่างไร ขณะเดียวกันความเจริญก็นำพาให้ผู้คน ระเบียบข้อบังคับ รวมถึงผู้ดูแลเด็กขาดความเอาใจใส่ อัธยาศัยใจคอที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน ขณะที่การไม่มุ่งเน้นเรื่องอาคารสถานที่ รวมถึงการจัดทำเอกสารข้อมูลแต่ให้ความสำคัญกับเด็กเป็นสำคัญนั้น มีส่วนดีส่วนด้อยอย่างไร ที สำคัญผู้ดูแลเด็กซึ่งได้ไปทัศนศึกษาได้นำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพื่อทำความเข้าใจในส่วนต่างๆ เป็นข้อคิดเพื่อเรียนรู้และปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสำหรับการพัฒนาศูนย์เด็กให้ดียิ่งๆขึ้นไป.
porn