เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

ข่าวนโยบายสาธารณะ

มหกรรมผลงานการพัฒนาเด็ก และการศึกษาปฐมวัย 7 จว.ภาคใต้ตอนล่าง

by วัฒนชัย มะโนมะยา @April,15 2009 21.55 ( IP : 118...86 ) | Tags : ข่าวนโยบายสาธารณะ
photo  , 640x480 pixel , 29,361 bytes.

รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา

สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลา    ร่วมกับชมรมผู้ดูแลเด็ก 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ได้จัดกิจกรรม “มหกรรมมหกรรมผลงานการพัฒนาเด็กและการศึกษาปฐมวัย 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ระหว่างจังหวัดสงขลา กับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ในวันที่ 7-8 เมษายน 2552 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา

มหกรรมผลงานการพัฒนาเด็กฯ แต่ละจังหวัดจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ สำหรับปี 2552 นี้ชมรมผู้ดูแลเด็กจังหวัดสงขลา รับเป็นเจ้าภาพจัดงาน

โดยในงานมหกรรมฯจัดให้มีการเสวนาทางวิชาการ  การประกวดทักษะและสุขภาพของเด็ก  ประกวดการจัดทำรายการอาหารสำหรับเด็ก ประกวดสุขภาพฟัน  ฯลฯ

“เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับครูผู้ดูแลเด็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ก่อให้เกิดความสามัคคี และได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

การดำเนินงานมหกรรมครั้งนี้ ประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1 จัดนิทรรศการ 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมเกมการศึกษา กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ และกิจกรรมเสรี 2 นวัตกรรมผลงานของผู้ดูแลเด็ก 3 การเสวนาทางวิชาการ 4 การประกวดทักษะและสุขภาพเด็ก 5 การประกวดอาหารสำหรับเด็ก 6 การแสดงของเด็ก และอื่นๆ

โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 7 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งท้องถิ่นจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่กันบนเวทีเสวนา

ในงานมหกรรมตลอดทั้ง 2 วัน ผู้ดูแลเด็กและผู้เกี่ยวข้องประมาณ 3,000 คนได้ชมนิทรรศการที่ดีๆ นวัตกรรมเด่นๆ สื่อสร้างสรรค์พัฒนา และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเกิดจากน้ำพักน้ำแรง ทั้งของครูผู้ดู แลเด็ก เด็กๆและผู้ปกครอง เพื่อนำไปสู่การขยายผลในด้านต่างๆ อย่างน้อยให้มองเห็นและปรับแนวคิดจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก ให้มีมาตรฐานและเป็นแหล่งเรียนรู้มากขึ้น เป็นต้น

ความเข้มแข็งอย่างหนึ่งของศูนย์เด็ก 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วยจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็คือการมีชมรมผู้ดูแลเด็กในทุกๆจังหวัดในการร่วมไม้ร่วมมือกันทำงาน เป็นพลังอันเข้มแข็ง และเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มนำร่องให้กับภาคอื่นๆ ต่อไปด้วย

**: การศึกษากับการพัฒนาท้องถิ่น** นายวิทยา พานิชพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานในพิธีกล่าวว่ามีความยินดีที่ได้เห็นความมุ่งหวังเพื่อพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อเด็กซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

“การพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ รวมทั้งด้านสังคมและสติปัญญา ผู้ดูแลเด็กซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาดูแลจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ รวมทั้งสามารถเป็นแบบอย่างในความมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อช่วยให้เด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ได้ดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข”

การจัดโครงการมหกรรมฯในครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ดูแลเด็กและผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ก่อให้เกิดความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กระทั่งนำวิชาความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์การดูแลเด็กไปประยุกต์ใช้ เพื่อยังผลสำเร็จต่อการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไป

จากนั้นนายวิทยา พานิชพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้บรรยายพิเศษหัวข้อเรื่อง “การศึกษากับการพัฒนาท้องถิ่น” ความสรุปว่าสังคมและประเทศชาติมีรากฐานความเป็นมา การศึกษาก็มีพัฒนาการสืบเนื่องมาแต่อดีตจวบปัจจุบัน

กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 มาตรา 8 เรื่องสิทธิเสรีภาพทางการศึกษา และพรบ.การศึกษาปี 2542 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2545 ส่วนที่ 2 เรื่องบริหารการศึกษา กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ์จัดการศึกษา ระดับใดระดับหนึ่ง หรือทั้งหมด ตามความเหมาะสม รวมถึงกฎหมายกระจายอำนาจ ให้รัฐถ่ายโอนอำนาจ นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่มีโครงสร้างสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในการพัฒนาบุคลากร เพื่อนำไปสู่กรอบคิดและการหล่อหลอมในการพัฒนาคนจากเด็กปฐมวัย

เมื่อประธานในพิธีกล่าวเปิด และบรรยายพิเศษแล้วเสร็จ ก็เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมของศูนย์ต่างๆ และดำเนินกิจกรรมตามกำหนดการต่อไป

**: บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ** นางอาตีก๊ะ ล่าเมาะ พิธีกรดำเนินรายการกล่าวว่า ผู้ดูแลเด็กคือผู้ที่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็ก ต้องมีความอดทน และตั้งใจจริง เพราะวันนี้เด็กอยู่กับครูมากกว่าพ่อแม่

“ลูกกลับบ้านพ่อแม่ยังไม่กลับ พ่อแม่กลับลูกหลับไปแล้ว พอตื่นขึ้นพ่อแม่ไปทำงาน วันนี้ทำอย่างไรให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เห็นและสบายใจไม่ผิดหวัง เมื่อนำลูกหลานไปฝากไว้กับศูนย์ฯ ส่วนหนึ่งได้เห็นจากผลงานในวันนี้ ว่าการเรียนการสอนมีความคิดสร้างสรรค์อะไรอย่างไร สาธารณะมองเห็นศักยภาพผู้ดูแลเด็ก ต่อไประดับนโยบายมองเห็นความสำคัญ”

ในส่วนของกิจกรรมบนเวทีมีการแสดงร้องรำของน้องๆอายุ 3-5 ขวบจากศูนย์เด็กแต่ละจังหวัด บนเวทีสลับกันไปเป็นช่วงๆ ให้เห็นความสามารถและเอาใจใส่ร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง และได้ฟังการร้องเพลงกล่อมเด็กสมัยแต่แรกโดยคุณหนูนา ซ่านตั้น ชาวบ้านจากจังหวัดตรัง

ในห้องต่างๆ มีการประกวดทางด้านทักษะ ความสามารถ การดูแลสุขภาพ แข่งขันเล่านิทาน ร่วมกับผู้ปกครองเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ เป็นการสื่อสารและความใกล้ชิดสัมพันธ์ระหว่างกัน

“การประกวดทักษะ ส่งเสริมวัฒนธรรม การไหว้ การสลาม ประกวดสุขภาพ มีบู๊ธแสดงผลงาน สื่อการเรียนการสอน เศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ของเล่น นำไปสู่พัฒนาการของเด็ก นำไปเป็นแบบในศูนย์ วันนี้ได้เห็นพลังความสามัคคี ร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี ซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ สามารถมาแสดงพลังให้เห็นว่าพวกเราทุกคนมีความตั้งใจและพร้อมที่จะพัฒนาเด็กให้เป็นคนเก่ง มีความสุข”

ที่สำคัญบทบาทของท้องถิ่น และเครือข่ายภาคีต่างๆเล็งเห็นร่วมกันว่า เป็นส่วนเสริมเติมเต็มในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน หลายหน่วยงานได้มาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้กัน นับแต่ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครอง นักวิชาการ สำนักงานเขตพื้นที่  และนำมาสู่

“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระหว่างจังหวัดสงขลา กับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา”

ความโดยสรุปว่าจังหวัดสงขลา และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการพัฒนาส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 รวมถึงสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ

มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา จึง ได้จัดการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โดยได้กำหนดให้นักศึกษาต้องผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในแหล่งเรียนรู้ที่จัดการศึกษาปฐมวัย ตามระยะเวลาที่กำหนดในหลักสูตร จังหวัดสงขลา โดย สำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ได้พิจาณาเห็นว่า นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย เป็นบุคลากรที่มีความรู้ และทักษะในการจัดการศึกษาปฐมวัย สามารถนำความรู้ มาประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น เพื่อให้การจัดการการศึกษาปฐมวัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ต่อไป
ลงนาม ณ วันที่ 7 เมษายน 2552 โดยนาย วิทยา พานิชพงศ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาการแทน ผู้ว่าฯ กับ ผศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงวิเศษ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ร่วมด้วยสักขีพยาน..... (อ่านรายละเอียด ในล้อมกรอบ)

...................................................................................................

**: บทบาทท้องถิ่นและภาคีในการพัฒนาเด็ก** ในภาคบ่ายได้มีการเสวนาเรื่อง “บทบาทท้องถิ่นและภาคีในการพัฒนาเด็ก” ดำเนินการเสวนาโดย นายอภิชัย เกื้อก่อกุล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสะกอม กล่าวว่านับเป็นโอกาสดีที่ภาคีเครือข่ายในหลายๆภาคส่วน ได้ร่วมด้วยช่วยกันเสนอแนะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อไปสู่การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ ในอนาคต ซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมจากศูนย์เด็กในวันนี้

คุณวิญญ์ สิทธิเชนทร์ ตัวแทนจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกล่าวถึงภารกิจทางการศึกษา ที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมนั้นสืบเนื่องมาจากวิวัฒนาการที่สั่งสมมาตามลำดับ กระทั่งปัจจุบันสังคมดำเนินไปตามกระแสหลักคือประชาธิปไตย ถือว่าทุกคนมีเกียรติศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีส่วนร่วม เช่นในวันนี้องค์ความรู้เรื่องสุขภาพ ก็จะมีสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแล วิชาการด้านนิเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ และการหนุนเสริมของเครือข่ายภาคี ได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา เป็นต้น

“มหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ 40 กว่าแห่งมีความพร้อมไม่เท่ากัน แต่ส่วนหนึ่งในการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เนื่องจากมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการหนุนเสริมการศึกษาที่เอื้อต่อท้องถิ่นเป็นสำคัญ”

โดยสรุปว่า การบูรณาการศึกษามีหลักจะต้องคำนึงอยู่ 3 ส่วนคือ เข้าใจ-ว่าทำอะไรกับใคร มีข้อจำกัดอย่างไร เข้าถึง-ว่าจะทำงานร่วมกับเขาอย่างไร พร้อมที่จะรับรู้รับฟัง แล้วจึงพัฒนา-ศักยภาพให้กับตัวเอง และองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมกัน

คุณนิคม ยอดมณี ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 สงขลา
กล่าวว่าเบื้องต้นเห็นด้วยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการศึกษา โดยการถ่ายโอน หรือจัดตั้งเอง เพราะการศึกษาเป็นของทุกคน และหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนสามารถจัดการและตอบสนองคนในชุมชนได้อย่างเข้าถึงและทันท่วงทีกว่า เพียงแต่เมื่อรับโอนมาแล้วต้องปูพื้นฐานและพัฒนาโดยท้องถิ่นกับภาคีเครือข่ายต้องร่วมพูดคุยกันอย่างจริงจังทันที

“คุณภาพของเด็กย่อมเกิดจากผลของผู้เลี้ยงดู หมายถึงผู้อบรมดูแลด้วย คุณภาพผู้ดูแลเด็กจึงส่งผลต่อคุณภาพของเด็กเช่นกัน ประกอบด้วยท้องถิ่นที่เด็กอยู่อาศัย ละแวกชุมชน ตำบล อำเภอที่เป็นภาคี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง ปู่ย่าตายาย หน่วยงานราชการ เอกชน ชุมชน ก็สามารถเป็นเครือข่ายได้”

ที่สำคัญองค์กรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินไปในส่วนของตนให้เข้มแข็งด้วย

คุณพันณี ขันติกาโร นักวิชาการด้านสาธารณสุขโรงพยาบาลสงขลา กล่าวว่านอกจากสถาบันทางวิชาการ วันนี้ผู้ที่จะมาพัฒนาการศึกษาต้องเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มทักษะชีวิตให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม ตามช่วงวัยของพัฒนาการซึ่งการพัฒนาเด็กคือการเตรียมความพร้อม เพื่อต่อยอดการเรียนรู้ เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ นับแต่สายพันธุ์ ซึ่งเท่า IQ หรือมรดกทางพันธุกรรม สามารถจะคาดคะเนถึง EQ หรือเชาว์ปัญญาได้ หากได้รับการปลูกในสภาพดินดี มีอุณหภูมิความชื้น ที่เหมาะสม ได้รับน้ำปุ๋ยบำรุงก็เจริญงอกงาม สำหรับการพัฒนาเด็ก ให้มี EQ หรือความฉลาดทางด้านอารมณ์ ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้เก่ง ดี มีความสุข ไม่โกง และศูนย์พัฒนาเด็กจึงเป็นสถานสำคัญที่หล่อหลอมสร้างคนดีให้กับชุมชนอีกทาง

“27 ศูนย์พัฒนาเด็กในจังหวัดสงขลา มีเด็กประมาณ 1200 คน ผู้ดูแลเด็ก 91 คน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออยู่กับปู่ย่า สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนเอกชน แต่ ณ ที่นี้อย่างน้อยที่สุดทำอย่างไรให้ศูนย์ที่อยู่ในความดูแลมีทักษะ เช่น ความรู้ด้านโภชนาการ หลักสูตรหรือแผนงานต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”

โดยให้ข้อคิดในตอนท้ายว่าเข็มทิศหรือเป้าหมายของหน่วยงานหลักในท้องที่ต้องร่วมกันทำแผนงาน ที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน ไม่แยกส่วน ร่วมด้วยเครือข่ายภาคี ครอบครัว ชุมชน บ้าน วัด มัสยิด โรงเรียน เช่น มีชมรมเป็นพลังในการขับเคลื่อน ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งคาดหวังได้ว่าผู้ดูแลเด็กซึ่งเป็นผู้ดูแลรากฐานของชีวิตจะได้เป็นวิชาชีพต่อไป

“อย่าให้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ปิดเสียก่อน ดังหนังสือที่ชื่อว่ารอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว การพูดจา การเรียนรู้ คุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์ต้องรีบปลูกฝังตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึง 3 ปี”

คุณสินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม กล่าวว่าผู้ดูแลเด็กเป็นคุณครูของลูกเราทุกคน เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่คนที่สอง เป็นทั้งครูและพ่อแม่ไปพร้อมกัน อาจจะเป็นงานหนักบ้าง บางครั้งหลายๆคนตั้งใจรอว่าเมื่อไหร่ท้องถิ่นหรือหน่วยงานใดจะเข้ามาดูแลช่วยเหลือบ้าง เกิดท้อใจ จริงๆแล้ว ครูผู้ดูแลเด็กเองจะต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในบางพื้นที่ท้องถิ่น นายกฯเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา แต่ถ้าครูผู้ดูแลเด็กสามารถทำให้ศูนย์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองได้ มีความคิดสร้างสรรค์หรือพยายามทำให้ศูนย์พัฒนา เป็นต้นแบบในด้านต่างๆ หน่วยงานและท้องถิ่นจะมองเห็นและเดินเข้ามาหาเอง

“หากพ่อแม่ผู้ปกครองหรือชุมชนเห็นความสำคัญ วิธีหาเงินมี เช่นเลี้ยงน้ำชา ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจหรือคอยแต่ว่านายกฯไม่ส่งเรียนต่อ นายกฯอาจจะไม่รู้เรื่องแต่รองนายกฯหรือสมาชิกฯคนใดสนใจ ก็ต้องขวนขวาย มานะพยายาม ต่อไปในอนาคตอันใกล้ หัวหน้าหรือศูนย์ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน ก็จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการประจำท้องถิ่น”

คุณสินธพกล่าวฝากไว้ว่าอยากให้ผู้ดูแลเด็กเป็นคุณครูในดวงใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือชาวบ้าน ซึ่งมีหลักจะต้องคำนึงอยู่ 3 ประการ ได้แก่การปรับวิธีคิด ให้คิดบวก มองด้านดีงาม เช่นเดียวกับการรักดูแลเอาใจใส่ลูกเราเอง ปรับโครงสร้างในกระบวนการชีวิต ไม่เอาปัญหาอื่นมาปะปนกับหน้าที่การเป็นครูเด็ก โกรธเกลียดบูดบึ้งให้ทิ้งไว้ที่คูน้ำหน้าโรงเรียน และปรับประยุกต์ภูมิปัญญา วัฒนธรรมไทยมาใช้และรักษาสิ่งที่ดีงามไว้ ท้ายที่สุดความเป็นท้องถิ่นและชุมชนทั้งหมดจะงดงามตามธรรมชาติโดยตัวมันเอง

คุณสุวิชานันท์ สุขสบาย นักวิชาการศึกษา อบต.ตันหยงลิมอร์ กล่าวว่าปัจจุบันการกำกับดูแลนโยบายส่วนใหญ่อยู่กับ อบต.ท้องถิ่น เทศบาลในส่วนบทบาทนักวิชาการศึกษามีภาระหน้าที่ในการกำกับดูแล ส่งเสริมการศึกษา วัฒนธรรมประเพณี หรือสิ่งนันทนาการต่างๆ ต้องสามารถคุยและทราบถึงความต้องการของชาวบ้านได้

“บทบาทหน้าที่คือการส่งเสริมการพัฒนาดูแลเด็ก เรื่องงบประมาณ ผลประโยชน์ค่าตอบแทนเงินเดือน ต้องลงไปพูดคุยและทราบถึงความต้องการขอบชาวบ้านได้ให้เท่าๆกับผู้ดูแลเด็กรู้ จึงจะสามารถกำกับดูแลได้เมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งบุคลิกภาพ และพัฒนาการด้านต่างๆ เช่นการทำแผนงบประมาณที่ถูกต้องแท้จริง และการประสานสัมพันธ์กับเครือข่ายภาคี เป็นต้น”

และสุดท้ายทุกคนจะพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าตนเองทำงานอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กฯ บทบาทท้องถิ่นและภาคีในการพัฒนาเด็กนั้น นอกจากพัฒนาตนเองและองค์กรแล้ว ที่สำคัญคือจะต้องไม่ทำเพียงลำพัง แต่รวมด้วยภาคีทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่าย เช่นเดียวกับในวันนี้ ที่ชมรมและผู้ดูแลเด็ก 7 จังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ได้มาร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนและเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเด็กของเรา.

...................................................................................................

**: ประสบการณ์การศึกษาดูงานการพัฒนาเด็ก ณ ประเทศสิงคโปร์** งานมหกรรมผลงานการพัฒนาเด็กและการศึกษาปฐมวัย 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างฯ ในวันที่ 8 เมษายน 2552 มีการแสดงบนเวทีของน้องๆหนูๆจากศูนย์พัฒนาเด็กจากจังหวัดต่างๆ พิธีมอบรางวัลการแข่งขันทักษะวิชาการ การประกวดเล่านิทานรอบชิงชนะเลิศ และการประกวดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
(อ่านรายละเอียดผลการประกวด ในล้อมกรอบ) ...................................................................................................
เวลา 10.00 -11.00 น.บนเวทีมีรายการ เล่าสู่กันฟังเรื่อง “ประสบการณ์การศึกษาดูงานการพัฒนาเด็ก ณ ประเทศสิงคโปร์” โดยผู้นำเครือข่าย 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบกับการฉายวีซีดีการเยี่ยมชมไปพร้อมๆกัน

ครูเจี๊ยบ นงลักษณ์ ศรีชยาภิวัฒน์ ผู้นำเครือข่ายจังหวัดสงขลา ในฐานะผู้ดำเนินรายการกล่าวว่าในที่นี้ทุกคนล้วนเป็นกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกันเป็นชมรมซึ่งมีเฉพาะในภาคใต้ของเราเท่านั้น เป็นการรวมพลังของผู้ดูแลเด็กแต่ละจังหวัดได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีผู้นำเครือข่ายเป็นผู้ดำเนินการประสานงานต่างๆ

และในโอกาสที่ผู้นำเครือข่ายใน 7 จังหวัดภาคใต้เราได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2551 จึงได้นำเรื่องราวและแง่มุมที่น่าสนใจ มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประโยชน์และแนวทางในการพัฒนาศูนย์เด็ก

ครูแว่น คุณดารูนะ ดอเลาะ  ผู้นำเครือข่ายจังหวัดนราธิวาส
กล่าวว่าเราทุกคนในที่นี้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน มารวมพลังพัฒนาเด็กไทยของเราเพื่ออนาคตของชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่าความเจริญทางด้านเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับสิงคโปร์นั้นมีผลต่อการพัฒนาประเทศ สิ่งที่ไปเห็นมาหลายอย่างสามารถบูรณาการมาปรับใช้ได้ เพียงแต่มีความตั้งใจเชื่อว่าผู้ดูแลเด็กของเราก็สามารถทำได้เท่าเทียมกัน

“การไปศึกษาดูงานครั้งนี้อยู่ในช่วงปิดเทอม จึงได้ไปเยี่ยมชมเฉพาะศูนย์ของเอกชน พบว่าเป็นการศึกษาเชิงธุรกิจ อนุญาตให้เก็บภาพเฉพาะบางสวนเท่านั้น ซึ่งเขามีสิทธิ์เพราะกลัวการลอกเลียนแบบ ส่วนของเรานั้นสถานที่ไหนเด่นดี เปิดให้ดู แล้วนำไปขยายผล”

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าความพร้อมของศูนย์บ้านเรา หลายส่วนยังขาดแคลน พ่อแม่ผู้ปกครองยากจน อยากได้รูปถ่าย ต้องไปเยี่ยมบ้าน ถ่ายรูป เพราะฉะนั้นที่ศูนย์จึงจำเป็นต้องมีกล้องอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง อาจจะทำเป็นโครงการเยี่ยมบ้าน เป็นต้น

คุณปราณี มลิวรรณ์ ประธานชมรมผู้ดูแลเด็กและผู้นำเครือข่ายจังหวัดพัทลุง กล่าวว่าประเทศสิงคโปร์นั้นบ้านเมืองมีกฎระเบียบวินัยเคร่งครัด ซึ่งส่วนนี้จะนำไปสู่คุณภาพของคน การจัดการเรียนการสอนของศูนย์เด็กของเขาจึงดีกว่า ลักษณะของครูผู้ดูแลเด็กจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก แต่ไม่เน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมต่างๆมากนัก ต่างกับของประเทศเราที่หย่อนยาน ค่อนข้างอิสรเสรีมาก แต่มีมนุษยสัมพันธ์ มารยาท อัธยาศัยดีกว่า

การเรียนการสอนของเขาเน้นตัวผู้เรียน หรือคุณภาพของผู้เรียนเป็นหลัก ขณะที่ของเราจะเน้นเรื่องเอกสาร ข้อมูลต่างๆ เช่นการประเมินอย่างขะมักเขม้น ประเมินภาวะโภชนาการ เรื่องอาหารการกิน จนบางครั้งทำให้ขาดเวลาในการดูแลเด็กไป

“แผนการสอนของเขามีหลายแนว ตามธรรมชาติก็มี แต่จะให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่นครูมีกล้องดิจิตอล โน๊ตบุ๊ค สำหรับใช้เก็บข้อมูลเพื่อนำไปทำแฟ้มสะสมผลงานในรูปของพอยด์สตูดิโอ หรือ เด็กดื้อเด็กซน ประพฤติตัวดีไม่ดีอย่างไรก็จะบันทึกไว้เป็นหลักฐานโดยกล้องหรือวีดีโอ แล้วให้ผู้ปกครองได้ร่วมกันคิด ปรับพฤติกรรมต่อไป”

คุณปราณีเล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจ เช่นเรื่องบอร์ดแฟมิลี่ของเขา น่านำมาใช้เพราะทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าง เป็นการสร้างบรรยากาศ กล่าวคือมีการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้ว ของเราว่างเกินไป สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อพัฒนาศูนย์ของเราต่อไป


คุณรติกร  คงสง : ผู้นำเครือข่ายจังหวัดตรัง การไปเยี่ยมชมแบ่งเป็น 5 กลุ่มศูนย์ ครูของเขาต้องเก่งภาษาหลัก คือภาษาอังกฤษ ส่วนภาษารองได้แก่จีน หรือละแวกชุมชนนั้นๆใช้ภาษาอะไรเป็นหลัก
แต่ถ้าเปรียบเทียบการทำหน้าที่แล้วถือว่าครูของเราเก่งกว่า เพราะสัดส่วนครูที่นั่นหนึ่งต่อหก ขณะของเราหนึ่งต่อสามสิบห้าสี่สิบ ดังนั้นครูของเขาจึงมีเวลาเขียนแผนเอง และสามารถสับเปลี่ยนกันสอนได้

วัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างพร้อม ทันยุคทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์วาดเขียน ของเล่นต่างๆ จะเน้นตัวเด็กเป็นหลัก ส่วนสถานที่นั้นหลายๆแห่งจะเป็นเพียงบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ธรรมดา

คุณรัตนา หวังกุหลำ ผู้นำเครือข่ายจังหวัดสตูล และคุณรอมือล๊ะ มะหะมิง ผู้นำเครือข่ายจังหวัดยะลา กล่าวเสริมตามลำดับว่าการมีโอกาสได้ไปดูงานเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง และนำมาเล่าสู่กันฟัง แต่แม้คนที่ไม่มีโอกาสได้ไปในขณะนี้เรามีหน้าที่การงานอยู่ระดับหนึ่ง และทุกคนก็มีสิทธิ์ก้าวหน้าในอนาคต ทำหน้าที่ให้เด็กเก่ง ดี มีความสุข ให้ทุกคนสู้ไปในการทำงาน ท้อได้แต่ไม่ถอย ถอยได้สักก้าวเพื่อตั้งหลัก พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้พัฒนา

“เชื่อว่าเราทุกคนสามารถทำได้ พยายามมองให้ไกล ไปให้ถึง”

ผู้ดำเนินรายการได้แจ้งข่าวดีแก่ครูผู้ดูแลเด็กว่า ต่อไปนี้จะมีโอกาส ในการบรรจุเป็นข้าราชการของหนักงานอบต. หรือครูผู้ช่วย ประมาณ 500 คน อาจจะเป็นหัวหน้าศูนย์ หรือผู้ดูแลเด็กดีเด่น ตามการประเมินเกณฑ์มาตรฐาน เช่นจบเอกปฐมวัย ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี หรือมีใบประกอบวิชาชีพครู เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ผู้นำเครือข่ายซึ่งเป็นตัวแทนแต่ละจังหวัดมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสในการเรียนรู้ปรับโลกทัศน์ให้กว้างขวางออกไป เพื่อปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศูนย์เด็กเป็นสำคัญ

สิ่งที่แต่ละคนพบเจอะอาจจะต่างแง่มุความคิดประสบการณ์ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากคำบอกเล่าของการไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ต่างก็ได้มองเห็นว่าการที่ผู้คนพลเมืองมีระเบียบวินัย รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ที่สะดวกทันสมัยนั้นนำพาประเทศไปสู่ความเจริญอย่างไร ขณะเดียวกันความเจริญก็นำพาให้ผู้คน ระเบียบข้อบังคับ รวมถึงผู้ดูแลเด็กขาดความเอาใจใส่ อัธยาศัยใจคอที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน ขณะที่การไม่มุ่งเน้นเรื่องอาคารสถานที่ รวมถึงการจัดทำเอกสารข้อมูลแต่ให้ความสำคัญกับเด็กเป็นสำคัญนั้น มีส่วนดีส่วนด้อยอย่างไร ที สำคัญผู้ดูแลเด็กซึ่งได้ไปทัศนศึกษาได้นำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพื่อทำความเข้าใจในส่วนต่างๆ เป็นข้อคิดเพื่อเรียนรู้และปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสำหรับการพัฒนาศูนย์เด็กให้ดียิ่งๆขึ้นไป.

งานของผู้นำเครือข่าย
Posted @October,25 2009 18.29 ip : 222...198

การเป็นผู้นำเครือข่ายควรที่จะต้องทำงาน หรือประสานอะไรบ้างกับผู้ดูแลเด็กในจังหวัดของตนเอง  ในส่วนมุมมองของข้าพเจ้าในฐานะประธานชมรมผู้ดูแลเด็กของอำเภอโคกสำโรง  จ.ลพบุรี  ผู้นำเครือข่ายควรที่จะหาผู้ช่วย  ก็คือผู้ดูแลเด็กในแ่ต่ละอำเภอในการกระจายงาน  การประสานงานก็จะง่ายขึ้น  แต่ที่ทราบมา  ในหลายๆจังหวัด  และในหลายๆอำเภอยังไม่มีการรวมตัวกันของ ผดด. เราอยากฝากผดด.ดีเด่น  หรือผู้นำเครือข่ายที่ยังไม่เริ่มทำอะไรเพื่อผดด.ในจังหวัดของตัวเองทำอะไรได้แล้ว  อย่างน้อยๆการกระจายความเป็นมาตรฐานก็จะได้เท่าเทียมกัน

แสดงความคิดเห็น

« 4238
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง