ข่าวนโยบายสาธารณะ
IQ EQ เชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาเด็กไทย
รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา
ก้าวย่างแห่งความสำเร็จ
แวซานียะห์ หวังแอ หรือเรียกสั้นๆว่าครูยะห์ ทำงานเป็นครูผู้ดูแลเด็กที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีมาตั้งแต่ ปีพ.ศ.2545
เมื่อ 7 ปีที่แล้วนับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ฯ มีเด็กเพียง 45 คน ต่อมาปีเดียวกันจึงมีผู้ดูแลเด็กเพิ่มเป็น 2 คน กระทั่งปัจจุบันมีเด็กเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 120 คนและมีผู้ดูแลเด็กจำนวน 8 คน และนับเป็นศูนย์ที่มีพัฒนาการด้านต่างๆที่น่าสนใจหลายอย่าง
การดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณ และได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่ผู้ปกครองในตำบลตันหยงลุโละเป็นอย่างดี รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ได้รับการเข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานต่างๆ ที่จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
นั่นเป็นเพราะครูยะห์ได้ทำงานหนักมากในช่วงบุกเบิก นับตั้งแต่การใช้ทรัพยากรของหมู่บ้านคือหอกระจายข่าวอย่างคุ้มค่าเพื่อประกาศเชิญชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆตลอดจนประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกหลานของคนในชุมชนผ่านสื่อชุมชน จนทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้รับความไว้วางใจในการรับช่วงการดูแลเด็กเล็กจากครอบครัวเพิ่มขึ้น
ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตันหยงลุโละได้มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย บูรณาการการเรียน+การเล่นเสริมสร้างให้เด็กมีการช่างสังเกต มีการถ่ายทอดจินตนาการด้านต่าง ๆ เช่นนิทาน กิจกรรมสร้างสรรค์ ฯลฯ
ย้อนวันเวลาเหล่านั้นกลับไปดูว่าครูยะห์คิดและทำอะไรในแต่ละวันเพื่อพัฒนาเด็กๆ จนกระทั่งเติบโตสามารถเดินออกจากศูนย์ฯ ไปอย่างภาคภูมิใจ มีคำตอบที่หลากหลายจากครูยะห์หรือผู้คนที่เฝ้ามอง กระทั่งใครต่อใครมาช่วยกันสานฝันให้ครูยะห์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเด็กอย่างเต็มศักยภาพและหัวใจ
จากนโยบายสู่การปฏิบัติ
จากคำประกาศนโยบายและเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ เมืองไทยแข็งแรง คนไทยแข็งแรง (Healthy Thailand) ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2547 โดยมุ่งพัฒนาให้เด็กไทยมีความฉลาดทางสติปัญญา(IQ) และความฉลาดทางอารมณ์(EQ) เพิ่มมากขึ้น ในปีพ.ศ.2548 กรมสุขภาพจิตได้จัดทำโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย ด้วยวิธีการสร้างกระแส ปลูกจิตสำนึก รณรงค์ประชาสัมพันธ์ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมกัน
รวมทั้งพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมุ่งหวังให้ผลจากการดำเนินโครงการสามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะสำหรับครู ผู้ปกครองให้สามารถดูแลเด็กได้อย่างถูกต้องส่งผลต่อการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์และใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาตามบริบทอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการดังกล่าวมุ่งที่ไปสู่พัฒนาการของเด็ก ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้านร่ายกายหมายถึง อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของเด็ก และรวมถึงการอยู่กับผู้อื่นด้าน สติปัญญาหมายถึง การส่งเสริมให้เด็กได้คิด ได้ทำอย่างสร้างสรรค์ ตามจินตนาการ
อธิบายอย่างสั้นๆก็คือไอคิว หมายถึง ความรู้ความจำของเด็ก ส่วน อีคิว หมายถึง ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์นั่นเอง
“ในช่วงแรก ผู้ปกครองยังไม่ให้การสนับสนุน นับแต่ยังไม่เข้าใจคำศัพท์วิชาการ เช่น คำว่าไอคิว อีคิว ประกอบกับสถานที่จัดกิจกรรมคับแคบ แต่ปัจจุบันความเข้าใจความหมายของคำศัพท์เริ่มคลี่คลาย และการเรียนการสอนส่วนหนึ่งได้ไปใช้อาคารเอนกประสงค์แทน”
พัฒนาการ 4 ด้าน และ ไอคิว อีคิว
การอบรมครั้งที่ 1 /2550 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตันหยงลุโละ ครูยะห์บอกว่าได้สานต่อจากกรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่ 15 สงขลา ให้เป็นการนำร่องของจังหวัดปัตตานี เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาการ ไอคิว อีคิว เด็ก
มีวิทยากรแนะนำเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการ ทั้ง 4 ด้าน ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี โดยแจกใบความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาการของเด็กให้กับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองได้ร่วมพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องกับทางศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไปด้วย
“ปี 48 เริ่มทำโครงการไอคิว อีคิว โดยนำผู้ปกครองมาอบรมแกนนำ และนำไปใช้ที่บ้านของตนเอง เมื่อทำโครงการไปได้สักระยะจะนำแกนนำมาจัดเวทีพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน สำหรับผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นคนที่มีความพร้อม ซึ่งตอนนั้นมีจำนวน 12 คน หลังจากที่ผู้ปกครองไปทำกิจกรรมที่บ้านแล้ว ทำให้เกิดกระบวนการที่สามารถกระตุ้นผู้ดูแลเด็กในอำเภอเมืองข้าร่วมเป็นแกนนำจำนวน 18 คนจาก 70 คน”
จากการให้ความรู้ในครั้งนั้นได้ให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เสนอความคิดเห็นจากพฤติกรรมของลูกที่ได้ปฏิบัติที่บ้าน เพื่อสรุปประเด็นการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก จากประสบการณ์ข้อสังเกตต่างๆของแต่ละท่าน
อาทิเช่นนายมะรอเซะ จิ บอกว่าถ้าจะพูดถึงการพัฒนาการเริ่มตั้งแต่แรกเกิด และการกระทำของเด็กมักจะเหมือนสมัยตนที่ยังเป็นเด็ก เป็นเหมือนพันธุกรรมที่ได้ถ่ายทอดออกมา แต่ละครอบครัวมีนิสัยไม่เหมือนกัน บางคนเงียบ บางคนซน บางคนดื้อ มีความหลากหลายอย่างที่ครูยะห์ได้บอก
“ตามความเป็นจริงแล้วทุกคนก็จะเลี้ยงลูกให้ถูกทาง เลี้ยงด้วยความหวังดี คือมักจะให้เด็กเล่นในบ้าน ไม่ให้เด็กออกนอกบ้านบ้าง เพื่อที่จะให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญเวลาลูกเล่นแล้วจะเล่นอย่างเพลิดเพลินในแต่ละวันแล้วไม่รู้จักเวลาที่จะกลับบ้าน”
น่าสนใจเช่นเดียวกับการนำเสนอของนายเจะสะมาแอ บอกว่ายุคนี้เด็กเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หลายๆอย่างเก่งกว่าพ่อแม่เสียอีก เช่น การเล่นเกมส์ที่บ้านเด็กสามารถเปิดเครื่องแล้วเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งนายเจะสะมาแอให้ความเห็นว่านั่นหมายถึงพัฒนาการของเด็กได้เรียนรู้แล้ว
“ผมดีใจที่เห็นลูกเก่ง แต่ผมมีความรู้สึกว่าขณะเดียวกันลูกมักจะหลอกผู้ใหญ่ เช่นเขาจะบอกเลยว่าพรุ่งนี้โรงเรียนปิดเพราะได้หนังสือมา 1 ฉบับ พอผมได้เปิดดูปรากฏว่าเป็นหนังสือแจ้งให้ประชุม ไม่ใช่แจ้งปิดเรียน”
จากการได้รับทราบถึงการพัฒนาการของเด็กส่วนหนึ่งแล้ว พบว่าผู้ปกครองต้องการส่งเสริมให้ลูกมี ไอคิว อีคิวที่ดีนั่นเอง ครูยะห์กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือการส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆให้กับลูกจะต้องอยู่ในสายตาของผู้ปกครองด้วย เช่นการเล่นเกม เด็กหลายคนมักจะติดเกม แล้วจะเล่นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะชนะ
“การเล่นลักษณะนี้บางครั้งจะทำให้เป็นการปลูกฝังลูกให้มีความก้าวร้าว เนื่องจากว่าการอยากเอาชนะทุกอย่างในเกม ก็จะนำไปสู่อุปนิสัยในชีวิตจริงด้วย แล้วมักจะทะเลาะต่อยตีกับกลุ่มเพื่อนๆ เนื่องจากว่าจะเลียนแบบการเล่น เพราะฉะนั้น ผู้ปกครอง พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กจึงต้องเฝ้าระวังและคอยแนะนำการเล่นของเด็กด้วย”
การที่จะเสริมส่วนนี้ในลำดับถัดมาก็คือการอบรมให้ความรู้ในเรื่อง ไอคิว และอีคิว ให้ทราบความหมายและการส่งเสริมให้เด็กมี ไอคิวและอีคิวที่ดีอย่างไร เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน โดยให้ผู้ปกครองทำแบบสอบถาม เป็นต้นว่าตอบถูก-ผิดเรื่องเกี่ยวกับไอคิวอีกคิวด้านต่างๆ เลือกคำตอบเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน อย่างง่ายๆเป็นพื้นฐาน หลังจากนั้นได้แจกเอกสาร หนังสือ คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิว เด็กวัยแรกเกิด- 5ปี สำหรับพ่อแม่ / ผู้ปกครอง เกี่ยวกับการพัฒนาการเด็กเพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการเหมาะสม และ ส่งเสริมให้เด็กพัฒนา ไอคิว และอีคิว
ในการจัดอบรมสัมมนาในครั้งนี้ ผู้ปกครองได้ให้ความสนใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และได้ตอบคำถามอย่างถูกต้อง สามารถนำความรู้ครั้งนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
บูรณาการนิทานคลังปัญญา
นอกจากจะรู้จักนำผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมเข้ากับโครงการ จนสามารถทำให้เกิดแกนนำผู้ปกครองซึ่งส่งผลให้เกิดแกนนำผู้ดูแลเด็กในเวลาต่อมาแล้ว คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินไปสำหรับครูยะห์ที่จะเรียกว่าเป็นนักบูรณาการตัวจริงเพราะจะเห็นได้ว่า ครูยะห์นำผลจากการทำโครงการหนึ่งไปเชื่อมโยงเข้ากับโครงการอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
เช่นเดียวกับการนำเสนอโครงการถ่ายทอดจินตนาการผ่านนิทาน เพื่อเสริมสร้าง ไอคิว อีคิว ในภาคเรียนที่ 1-2 ในปีการศึกษา 2551 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตันหยงลุโละ ร่วมด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงลุโละ และคณะกรรมการศูนย์ จนเป็นอีกหนึ่งมรรคผลแห่งความสำเร็จที่น่าสนใจ
โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการถ่ายทอดการเล่านิทานให้เด็กจินตนาการในการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน ในแต่ละวัน เพื่อให้เด็กเกิดจินตนาการด้านต่าง ๆ อาทิเช่น จินตนาการรูปสัตว์ รูปทรง และสภาพแวดล้อม เป็นต้น การจินตนาการผ่านงานสร้างสรรค์ในการวาดรูป ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครองได้สร้างความสุขมากขึ้นอีกด้วย ทำให้ครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์มีความตั้งใจที่จะสานต่อด้าน IQ EQ ตามที่กรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่ 15 ได้ตั้งเป้าหมายไว้
มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียน อายุ 2 ½ ปี ถึง 4 ปี จำนวน 120 คน และผู้ปกครองแกนนำจำนวน 40 คน
โดยให้ครูกับผู้ปกครองได้วางแผนการนำนิทานเล่าสู่กันฟัง มีการเรียกประชุมชี้แจงนโยบายการดำเนินงาน และจัดทำนิทานเพื่อเป็นสื่อในการจัดกิจกรรม แล้วติดตามประเมินผล
ทั้งนี้เพื่อให้เด็กเกิดจิตนาการจากการเล่านิทาน สามารถถ่ายทอดให้กับกลุ่มเพื่อนได้
ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างครูและผู้ปกครองในการฝึกเล่านิทานพื้นบ้าน
และเพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมและส่งเสริมพัฒนาการด้าน IQ EQ ให้กับเด็ก เป็นต้น
ครูยะห์ได้เล่าถึงการเชื่อมโยงระหว่างการบูรณาการโครงการไอคิว อีคิวกับโครงการศูนย์นิทานไว้ว่าการส่งเสริมสุขภาพเด็กซึ่งประกอบด้วยสุขภาพกายและสุขภาพใจ ต้องทำกับผู้ปกครองจึงมีการให้ผู้ปกครองยืมสื่อนิทาน แต่ผู้ปกครองกลับพบปัญหาคือไม่ทราบวิธีการนำไปใช้ ครูยะห์จึงแนะนำให้เริ่มจากการนำหนังสือนิทานไปเล่าก่อนซึ่งง่ายต่อการไปใช้กับเด็กที่บ้านซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาไอคิวและไอคิว จึงอาจสรุปได้ว่า หนังสือนิทาน และสื่อต่างๆ ที่ผู้ปกครองยืมจากศูนย์นิทานและคลังนิทานเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการพัฒนาไอคิว อีคิว นอกจากนั้นการที่พ่อแม่ ผู้ปกครองยืมสื่อ หนังสือนิทานไปเล่าให้ลูกฟังที่บ้านจะทำให้เกิดการสานสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับศูนย์ฯ และที่สำคัญจะทำให้เกิดการสานสายใยความรักระหว่างครอบครัว และเนื้อหานิทานที่สอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรม สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ที่เด็กควรรับรู้จะทำให้เด็กพัฒนาไอคิว อีคิวได้ดียิ่งขึ้น
“มีเด็กที่ศูนย์ฯ มีลักษณะเหมือนเป็นเด็กสมาธิสั้น พ่อแม่ก็สงสัยและเป็นกังวลว่าลูกของตนจะผิดปกติหรืออาจปัญญาอ่อนหรือเปล่า”
ครูยะห์ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการเด็กพิเศษพอที่จะมีความรู้อยู่บ้างจึงได้อธิบายว่าไม่ควรด่วนตัดสินเด็กจนกว่าจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ และนักวิชาการก่อน และได้อธิบายข้อมูลเบื้องต้นให้ผู้ปกครองรับทราบเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป ขณะให้คำปรึกษาครูยะห์ได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นโดยการทำหุ่นนิทานแล้วให้ผู้ปกครองไปทดลองใช้กับลูกที่บ้าน ทำให้ลูกปรับพฤติกรรมได้ดีขึ้น เมื่อผู้ปกครองทำกิจกรรมไปได้สักระยะหนึ่ง ครูยะห์ก็นำผู้ปกครองมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ซึ่งทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างผู้ดูแลเด็กกับผู้ปกครองมากยิ่งขึ้น
โครงการนิทาน สู่โลกแห่งการเรียนรู้
ปี พ.ศ.2548 โครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย โดยกรมสุขภาพจิตได้เข้าไปช่วยเสริมกิจกรรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นั่นคือการบูรณาการโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยเข้ากับโครงการคลังนิทานโดยเครือซีเมนต์ไทย และโครงการสื่อนิทานโดยมูลนิธิรักษ์ไทย
“สำหรับโครงการศูนย์นิทาน เริ่มจากให้ผู้ปกครองทำสื่อเป็นแผ่นภาพ แล้วให้ผู้ดูแลเด็กรวบรวมแผ่นภาพเพื่อทำเป็นเล่มโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณพร้อมกับนักวิชาการจากอบต.ตันหลงลุโละ นอกจากนั้นทางชมรมได้จัดทำโครงการคลังนิทานโดยบริษัทปูนซีเมนต์เป็นผู้มอบหนังสือนิทานให้ ขณะนี้ในอำเภอเมืองปัตตานีมีคลังนิทาน 14 ชุด ใน 14 ศูนย์ฯ ส่วนมูลนิธิรักษ์ไทยได้สนับสนุนให้ผู้ดูแลเด็กจัดทำสื่อนิทานให้กับผู้ดูแลเด็กในอำเภอเมือง”
เนื่องจากมีความพร้อมในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะมีครูยะห์เป็นแกนหลักสำคัญในการดำเนินงานทำให้กิจกรรมประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย จากการอบรมครั้งนี้ได้ปั้นแกนนำในอำเภอเมืองจำนวน 4 ท่านได้แก่ นางญาณี ศรีสุวรรณ นางซรีปะห์ กาซอ นางสาวซานียะ เญนา และครูยะห์เอง
การจัดอบรมโครงการนิทานสู่โลกแห่งการเรียนรู้ ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ฯเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2551 เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่เป็นการขยายผลจากการอบรมแกนนำผู้ดูแลเด็กเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทางมูลนิธิซีเมนต์ไทยได้จัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดจัดโครงการนิทานสู่โลกแห่งการเรียนรู้ด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นเทคนิคในการเล่านิทาน ความรู้ในเรื่องความคิดและจินตนาการ และความรู้ในเรื่องกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
ซึ่งเทคนิคการเล่านิทานแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆได้แก่ หนึ่งการเล่านิทานด้วยปากเปล่า สองการเล่านิทานด้วยหนังสือ และการเล่านิทานโดยวิธีอื่น คือการใช้วัสดุใกล้ตัว การใช้กระดาษ การเล่าไปวาดภาพไป การพับไปเล่าไป การเล่าไปตัดไป เป็นต้น
การเล่านิทานด้วยปากเปล่า ครูยะห์ได้เล่านิทานด้วยปากเปล่าเรื่องหนูน้อยขายไม้ขีดไฟ และนิทานยายเช้าปากกว้าง โดยบอกว่ามีเทคนิคดังนี้ คือ
หนึ่ง การเล่านิทานน้ำเสียงต้องชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ
สอง เสียงในการเล่าไม่จำเป็นต้องเสียงดังแข่งกับเด็ก อาจเล่าเสียงปกติก็ได้
สาม อุปกรณ์การเล่านิทานด้วยปากเปล่า คือใบหน้า เด็กจะมีอารมณ์คล้อยตาม
สี่ การเล่านิทานอาจให้เด็กนั่งสมาธิก่อนก็ได้
และการเล่านิทานไม่จำเป็นต้องจบอย่างมีความสุข อาจจบด้วยการตายก็ได้ แต่เพื่อให้มีคติสอนใจเด็ก
การเล่านิทานด้วยหนังสือ เรื่องนิทานคุณฟองนักแปรงฟัน ครูยะห์ได้อธิบายเทคนิคการจับหนังสือ และการใช้หนังสือ ตำแหน่งของการวางหนังสือ การพลิกหน้าหนังสือ และการโยกย้ายหนังสือตามเนื้อเรื่องนิทานเป็นต้น
การเล่านิทานด้วยวิธีอื่นๆ เช่นในการเล่าไปวาดไป นำเสนอเรื่องจากประสบการณ์จริง โดยให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีส่วนร่วมในการคิด และอยากไปเที่ยวในเมืองปัตตานี เป็นต้น
เทคนิคในการเล่าก็คือ การมีส่วนร่วมของเด็ก การวาดรูปให้เด็กเห็น ให้เด็กได้ตกแต่งว่าเขาอยากไปที่ไหน การเล่าไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเมือง อาจให้เล่าเกี่ยวกับท้องถิ่นก็ได้ และคำตอบของเด็กไม่เน้นว่าผิดหรือถูก แต่จะเน้นเรื่องจินตนาการเป็นสำคัญ
โดยข้อคิดที่ได้ก็คือการผลิตสื่อไม่จำเป็นต้องซื้อ ภาพอาจไม่สวยแต่มีความภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับเด็กเมื่อเขาได้วาด ได้ทำ เขาก็มีความสุขไม่ว่ารูปจะสวยหรือไม่สวยอย่างไร การคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการก็เช่นกัน เป็นการฝึกให้เด็กได้คิดอย่างอิสระไม่มีคำว่าผิดถูก แต่อยู่ที่การสร้างไอคิดอีคิว กล้าคิดกล้าแสดงออก และให้คำชมเป็นรางวัล
โดยสังเขปแล้วการเล่านิทาน มีความสำคัญในหลายๆด้าน เป็นต้นว่า
หนึ่ง การได้พูดหรือเล่า ช่วยให้เด็กได้พัฒนาด้านภาษาอย่างเต็มที่
สอง การได้เห็นภาพ เป็นการฝึกให้เด็กได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ภายในเรื่องและสามารถนำสิ่งที่ดีมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีครูหรือผู้ปกครองคอยชี้แนะ และฝึกหัดให้เด็กคิดหรือจินตนาการ
สาม เป็นการฝึกความจำจากนิทาน
นอกจากนี้การเล่านิทานยังเป็นการให้เด็กได้รู้จักสร้างเรื่องที่อ่าน และเพิ่มจินตนาการในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็ก เด็กสามารถถ่ายทอดความรู้ที่รับมานำเสนอให้กับเพื่อนได้ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่อ่าน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าการจัดอบรม ผู้ดูแลเด็กแต่ละท่านตั้งใจและสนุกกับการนำเสนอ และได้มีส่วนร่วมในการจัดอบรมเป็นอย่างดีทุกคน
เป็นสิ่งสำคัญที่ปลูกสร้างคุณลักษณะของความเป็นนักคิดสร้างสรรค์แก่คนในสังคมตั้งแต่วัยเยาว์ ให้เป็นคนกล้าคิด คิดเป็นระบบ รู้จักใช้จินตนาการ รู้จักตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ มุ่งมั่นตั้งใจ
การจัดอบรมในครั้งนี้ถือว่าสำคัญยิ่งกับครูผู้ดูแลเด็กในแต่ละแห่งเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ดีต่อไป
นอกจากนั้นครูยะห์ ยังสามารถนำกิจกรรมทั้งมวลมาขยายผลในกิจกรรมของชมรมผู้ดูแลเด็กของอำเภอเมืองปัตตานีได้อย่างต่อเนื่อง นับได้ว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2552 ถึงแม้โครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยจะหมดระยะการจัดทำโครงการลงแล้วแต่ครูยะห์ยังคงเดินหน้าต่อ โดยใช้กลวิธีในการทำงานแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆไป พร้อมๆ กับการสร้างแกนนำผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กควบคู่กันไป ครูยะห์หรือแวซานียะห์ หวังแอ ครูผู้ดูแลเด็กแห่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตัสหยงลูโละ ซึ่งในวันนี้ได้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมครูผู้ดูแลเด็กจังหวัดปัตตานีบอกว่า
“อยากให้มีเครือข่ายเพิ่มขึ้นจากอำเภอไปสู่ระดับจังหวัด และปี 50 เริ่มใช้ชมรมฯ เป็นตัวเคลื่อนงาน โดยจะนำไปบูรณาการกับการประชุมประจำเดือน โดยจะประชุมหมุนเวียนไปตามศูนย์ต่าง ๆ ในอำเภอเมือง ขณะนี้ประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง”
จะเห็นได้ว่ากิจกรรมหลากหลายที่ตามมาส่วนหนึ่งเป็นผลของกิจกรรมที่มาจากการพัฒนาการไอคิว อีคิวอีกทอดหนึ่งนั่นเอง และปัจจัยแห่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากครูยะห์ ไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาอย่างจริงจัง และจากการที่ครูยะห์เอาใจใส่คิดแก้ปัญหาเด็กอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาในการทำงาน ทำให้โครงการต่างๆที่ดูเหมือนว่าจะมีข้อจำกัดในเรื่องเวลา และงบประมาณก็ไม่สามารถทำให้ครูยะห์หมดไฟในการทำงานแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันกลับค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ และเพื่อนร่วมทางเดินที่จะช่วยกันเสริมพลังให้แก่กันโดยมีจุดหมายปลายทางที่ตัวเด็กเป็นสำคัญอย่างน่าชื่นชม.
