เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

ข่าวนโยบายสาธารณะ

การเรียนรู้...เพลง 2 ภาษา

by วัฒนชัย มะโนมะยา @July,18 2009 05.09 ( IP : 118...89 ) | Tags : ข่าวนโยบายสาธารณะ
photo  , 640x853 pixel , 35,339 bytes.

การเรียนรู้...ด้วยเพลง 2 ภาษา และแรงบันดาลใจ ดารูนะ ดอเลาะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา

.......... 17 ปีบนเส้นทางชีวิตแห่งการบุกเบิกและทำหน้าที่เป็นครูผู้ดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ดารูนะ ดอเลาะ สร้างผลงานไว้มากมายหลายด้าน จนกระทั่งได้เป็นศูนย์ดีเด่นในหลายระดับ
ดารูนะได้รับคัดเลือกให้เป็นครูผู้ดูแลเด็กดีเด่นประจำปี 2551 ได้รับการคัดเลือกเป็นคณะทำงานจัดทำแผนการศึกษาของกรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปลายปีนี้เธอจะต้องกลับไปช่วยงานกองการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพราะตำแหน่งหน้าที่จริงๆของเธอคือลูกจ้างประจำขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มาช่วยราชการในตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กที่นี่มาตั้งแต่ยุค-ก่อนแรกเริ่ม 1 ปี เธอบอกว่าตอนนั้นเป็น "ศูนย์เด็กเล็กเคลื่อนที่" ซึ่งศูนย์ของเธอเป็นศูนย์ภายใตโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ จำนวน 17 แห่งในสามจังหวัดภาคใต้ ฯลฯ

สิ่งที่ดารูนะกำลังทำอยู่ และนับว่าเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในช่วงหลังคือเรื่อง เพลง 2 ภาษา
ภาษาไทย กับ ภาษามลายูท้องถิ่น ...........

ปัญหาอย่างหนึ่งของสามสี่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ชนบทหรือนอกเมืองออกไป แม้หลายฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ภาษาไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยบริบทแวดล้อมซึ่งมีวัฒนธรรมและการใช้ภาษามลายูในวิถีชีวิตประจำวัน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองบางส่วนก็ไม่สามารถพูดและใช้ภาษาไทยได้นั้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ภาษาของเด็กซึ่งคุ้นเคยอยู่กับวิถีชีวิตแวดล้อมของเขาโดยทั่วไป
เมื่อเข้าสู่รอบรั้วโรงเรียน นับแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการศึกษาเล่าเรียน จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่ได้ปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กๆเสียพร้อมกัน และนับเป็นสิ่งจำเป็นในการเข้าสู่ระบบการศึกษาในชั้นประถม และระดับต่อๆไป
ในภาพกว้างที่ผ่านมาอาจพูดได้ว่าเรื่องเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่เห็นสิ่งใดเกิดขึ้น เสมือนว่าจนปัญญาหาทางออก ถูกปล่อยปละละเลยแน่นิ่งอยู่ก็ไม่เชิง แต่เมื่อมองในอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันเท่ากับเป็นการสร้างโอกาสและความได้เปรียบให้กับเด็กได้รู้มากกว่าหนึ่งภาษาด้วย
ประเด็นปัญหาก็คือจะทำอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

กิจกรรมเข้าจังหวะหรือการเรียนการสอนโดยกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ใช้เพลงประกอบ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยทั่วไปใช้ในวิชาการเรียนการสอน ที่บ้านทอนก็เช่นเดียวกัน ดารูนะบอกว่า นับตั้งแต่ได้สัมผัสกับเด็กมาตั้งแต่ ปี 2543 นอกจากการดูแลเรื่องสุขภาพอาหารการกิน โดยการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กครบ ทั้ง 4 ด้าน โดยครบถ้วนแล้ว ตนเองก็ได้ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ดีงามต่างๆไปพร้อมกันด้วย เช่นการสอนให้เด็กพูด “สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ” “ขอโทษครับ”ขอโทษค่ะ” “ขอบคุณครับ” “ขอบคุณค่ะ” โดยการให้เด็กยกมือไหว้ประกอบไปด้วย ซึ่งเด็กก็สามารถทำได้ แต่เด็กๆส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะพูด หรือบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พยายามอธิบายเป็นภาษาไทย
เช่นกันในการสอนที่ใช้เพลงประกอบกิจกรรม เด็กจะทำท่าทางประกอบเพลงได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการให้เด็กจำเพลงเพื่อทำตาม นั่นหมายความว่าเมื่อเป็นการสื่อสารพูดคุยกับเด็กทั่วไปโดยใช้ภาษามลายูท้องถิ่น การสอนให้เด็กพูดและทำกิจกรรมโดยพยายามสอนภาษาไทยเพื่อให้เด็กเรียนรู้ทันทีนั้นมีปัญหาอุปสรรคติดขัด ในเรื่องวิธีที่จะสื่อสารให้เด็กเข้าใจและสนใจได้ ต่อมาดารูนะสังเกตว่า เมื่อทำการเรียนการสอนกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ใช้เพลงประกอบ เด็กมีพฤติกรรมที่จะสนใจและเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ถ้าได้ใช้เพลงร้องภาษาไทยที่บางครั้งเด็กก็ไม่เข้าใจไม่รู้ความหมาย อาศัยการบอกเล่าให้จดจำและท่วงทำนองประกอบร้องรำไป  มาเป็นเพลงที่เด็กเข้าใจและรู้ความหมายไปด้วยพร้อมกันจะทำอย่างไร แนวคิดนี้ดารูนะเกิดขึ้นและคิดว่าไม่ยาก เพราะเพลงที่จะนำมาใช้นั้นเป็นเพลงง่ายๆและเด็กๆคุ้นเคยอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพลงที่ร้องเล่นกันในท้องถิ่น และเมื่อต้องการจะสอนให้เด็กได้รู้ในเรื่องอะไร ซึ่งก็คือเรื่องภาษาและความหมายในเบื้องต้น ก็ยังจะแต่งเนื้อเพลงและทำนองแบบง่ายๆขึ้นมาได้ไม่ยาก
เมื่อเด็กคุ้นเคยกับเพลงและความหมายแล้ว จึงค่อยๆสอดแทรกเพลงซึ่งเป็นท่วงทำนองของเพลงเดียวกันในเพลงภาษาไทย การสอนก็ไม่จำเป็นต้องสอนแบบตรงตัว แต่อาจจะค่อยๆนำมาร้องสลับกัน เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับคำต่างๆ โดยผ่านการเรียนรู้แบบสนุกสนานและเป็นธรรมชาติ โดยวิธีการนี้เด็กอาจจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป ซึ่งนั่นน่าจะเป็นวิธีการเรียนการสอนอีกแบบหนึ่งที่ได้ผลดี โดยมีครูเป็นผู้คอยป้อนความรู้และควบคุมกิจกรรมให้เป็นไปตามความเหมาะสมตามความยากง่ายแต่ละเพลง เพลงมลายูท้องถิ่นรวมถึงบางเพลงที่ให้เด็กๆเล่นร้องโดยปกติ เธอจึงได้แปลมาเป็นภาษาไทย เพลงภาษาไทยที่ร้องเล่นกันโดยทั่วไปและคุ้นเคยท่วงทำนอง ซึ่งเด็กอาจจะพอร้องได้ (เหมือนกับเราร้องเพลงฝรั่ง)ดารูนะก็นำมาแปลเป็นภาษามลายูท้องถิ่น อีกส่วนหนึ่งคือเพลงใหม่ที่ทั้งแต่งเองทั้งเนื้อร้องและทำนองและแปลเอง
เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่าจังหวะคำของภาษาไทย กับภาษามาลายูท้องถิ่นนั้นมีความลงตัวต่อกันของคำ การทำเพลง 2 ภาษาทั้งด้านเทคนิคและแนวคิดที่ดูง่ายๆนี้เอง จึงเป็นลักษณะของการบูรณาการที่สอดคล้องต้องกันอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ

ดารูนะ บอกว่าคุณสมบัติที่สำคัญของครูผู้ดูแลเด็กอย่างหนึ่งคือต้องเป็นนักร้องได้ และถ้าจะให้ดีต้องเต้นได้ด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานไปพร้อมกัน แต่ที่สำคัญก็คือพร้อมๆกับการเรียนรู้อย่างสนุกสนานนี้สามารถสอดแทรกการเรียนรู้ภาษาของเด็กไปด้วย เพลงสองภาษา ส่วนใหญ่เป็นเพลงเด็กที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นทั้งเพลงที่มีแต่เดิม และเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ แล้วนำมาแปลต่อกัน โดยทำควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน เป็นเพลงแบบง่ายๆสำหรับเด็ก ที่คุ้นเคยกันดี เช่น เพลงทะเลแสนงาม
โอทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล หาดทรายงามเห็นปู ดูซิดูหมู่ปลา กุ้งหอยนานา อยู่ในท้องทะเล

ก็จะแปลเป็นชื่อเพลงว่า โอลาโอะ และร้องเป็นภาษามลายูในท่วงทำนองเดียวกันว่า..

โอลาโอะลาลา ลางิลูวะห์บือซา นาเปาะกาปา ดูโดะดาแลลาโอะ แตเงาะกือแตตือปีปาตา ปาเล็งแตเงาะอีแก กือเปาะ ฮูแด ดูโดะดาแลลาโอ

ซึ่งเพลงนี้อาจจะให้เด็กได้คุ้นเคยและสนุกสนานในเบื้องต้นก่อน รู้ความหมายแบบกว้างๆ หรืออาจจะเลือกสอนเฉพาะคำเฉพาะตอน เช่นคำว่าทะเล หาดทราย กุ้งหอยปูปลา เป็นต้น อาจไม่จำเป็นต้องสอนให้เด็กรู้ความหมายหมดทั้งเพลงในคราวเดียวกัน

หรือ เพลงกำมือ กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา(ซ้ำ) กางแขนขึ้นและลง พับแขนมือแตะไหล่กาง แขนขึ้นและลง ชูขึ้นตรงหมุนไปรอบตัว

แปลเป็นภาษามลายูชื่อ กือปาตาแง และร้องเป็นภาษมลายูในท่วงทำนองเดียวกันว่า.. กือปาแตแงปูซิงปูซิง อาเกะตาแงฆีมารี(บู) กอลือแงนาเอะตูรง ลีปะลืแงเตาะอาตะห์บาฮูบู กอลือแงนาเอะตูรง อาเกะบือโตปูซิงกลีลิง

เพลงนี้เน้นให้เด็กได้เคลื่อนไหวทำท่าทางประกอบไปด้วย โดยอาจจะไม่ต้องท่องจำเป็นคำๆ แต่จะเป็นไปโดยอัตโนมัติและเด็กก็จะไม่เบื่อด้วย เช่นเดียวกับเพลง เก็บของ(ซีแป) หรือเพลงสั้นๆง่ายๆอย่างเช่นเพลงสวัสดี(อัสลามูอาลัยกุม) เพลงเต่า(กูรอ) เพลงมาปลูกดอกไม้กันเถอะ(มารีตานัมบูงา) หรือเพลงสนุกๆเช่นเพลงเป็ด(อีเตะ)ร้องว่า
ปีกเป็ด ขาเป็ด ตูดเป็ด ปากเป็ด
ยามเมื่อเป็ดมันเดินไป ดูแล้วมันไม่น่าดู จำไว้นะคุณหนูๆ จงอย่าเดินให้เหมือนเป็ด

เพลงทั้งหมดที่ใช้ในกิจกรรมนี้มีจำนวน 15 เพลง ซึ่งส่วนใหญ่ดารูนะจะเป็นคนแปลเอง แต่ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะสอนให้ครูผู้ดูแลเด็กอื่นๆได้หัดแปลเองต่อไปด้วย ซึ่งเพลงเหล่านี้นอกจากให้เด็กสนุกสนานบันเทิงไปพร้อมกับการเรียนรู้ภาษาท่าทางแล้ว ยังได้สอดแทรกวัฒนธรรมประเพณีทั้งของไทยพุทธและมุสลิมไว้ด้วย เช่นเพลง5 ธันวา เพลง 12 สิงหา หรือเพลงลูกท่านนบีมูฮัมมัด(อาเนาะนบี) เพลงชื่อท่านนบี 25 ท่าน เป็นต้น ดารูนะเริ่มแปลเพลงช่วงปี 2550-2551 โดยมี 6 กิจกรรมประกอบ เช่นให้เด็กเข้าแถว ช่วยเก็บของ เปล่งเสียงร้องได้ โดยเพลงทั้งหมดนี้ ดารูนะพยายามให้ครูผู้ดูแลเด็กฝึกร้อง แล้วเต้นกับเด็ก โดยทำเป็นเทปหรือซีดีเอาไว้ด้วย
“หลังจากทดลองนำเพลงภาษามลายูพร้อมท่าทางประกอบเพลงมาใช้ในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ ผลปรากฏว่า เด็กสามารถจำเพลงพร้อมท่าทางประกอบเพลงได้เร็วขึ้น จึงได้เริ่มทำการแปลเพลงที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมาเป็นภาษามลายู และทดลองใช้เมื่อ ปีการศึกษา 2550 ผลปรากฏว่าเด็กสามารถพูดภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น สามารถใช้ภาษาไทยโต้ตอบได้มากขึ้น”
นอกจากมีแบบประเมินผลการพัฒนาการการพูดภาษาไทยของเด็ก หลังการใช้แผนการจัดกิจกรรมที่มีเพลงสองภาษา ได้แก่...ทางด้านความกล้าในการพูด /ความสามารถในการตอบโต้สนทนาหรือตอบคำถามภาษาไทยสั้นๆ /ความชัดเจนและถูกต้องในการพูด /ร้องเพลงสองภาษาและทำท่าทางประกอบเพลงได้ และสามารถบอกชื่อภาพที่อยู่ในบัตรภาพเป็นภาษาไทยได้แล้ว ดารูนะยังได้นำกิจกรรมนี้ไปประสมประสมประสานกับแนวการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ในสาระการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้แต่ละสัปดาห์ ได้แก่กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เสริมประสบการณ์(ในวงกลม) สร้างสรรค์ เสรี กลางแจ้ง และเกมการศึกษา
แต่ตัวชี้วัดที่สำคัญประการหนึ่งอยู่ที่ผู้ปกครอง ดารูนะบอกว่ามรรคผลการเรียนการสอนภาษาไทยโดยเพลงนี้เองทำให้ผู้ปกครอง “ทึ่ง”ที่เด็กๆสามารถจะพูดภาษาไทยได้ จากที่เมื่อก่อนไม่กล้าพูดเลยก็กล้ามากขึ้น นอกจากนี้เธอยังได้จัดปฐมนิเทศผู้ปกครองให้มารับรู้ และร่วมกิจกรรมทั้งในโรงเรียนและนำไปใช้ที่บ้าน เช่นการเดินพาเหรด ร่วมร้องเต้น และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ตามวาระโอกาสอีกด้วย นอกจากนั้นแนวทางเหล่านี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการแผนจัดการสอนของกรมปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหลักสูตรท้องถิ่น และหน่วยการจัดประสบการณ์ของศาสนาอิสลาม เป็นต้น ที่สำคัญคือการปูพื้นฐานให้เด็กได้รู้ภาษาไทย เมื่อต้องเข้าสู่ระดับประถมศึกษาต่อไป

ดารูนะบอกว่าสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปคือก็คือการฝึกอบรมครูผู้ดูแลเด็กให้ร้องเพลงสองภาษาให้คล่องและแต่งเพลงหรือแปลเพลงเพิ่มขึ้น ให้ครบทุกหน่วยการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งต่อมาดารูนะได้นำแนวคิดการสร้างเสริมประสบการณ์ในชั้นเรียนส่วนนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของงานโครงการวิจัยเรื่อง “การใช้เพลงสองภาษา(ภาษาไทยและภาษามลายู)เพื่อพัฒนาการพูดภาษาไทยของเด็กปฐมวัย ฯซึ่งเป็นงานวิจัยวิทยานิพนธ์ ของวิชาเอกปฐมวัยศึกษา ระดับปริญญาโทซึ่งเธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2551 เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่อง เพลง 2 ภาษานี้มาใช้ในการพัฒนาเด็กและพัฒนาศูนย์เด็กเล็กบ้านทอน และเพื่อขยับขยายไปสู่ศูนย์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมและใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวัน
“เนื่องจากภาษาเป็นสิ่งสำคัญของการเรียนรู้สิ่งต่างๆของเด็ก ...นอกจากปัญหาทางกายภาพแล้ว สิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านภาษา กล่าวคือ ความเป็นท้องถิ่นของแต่ละชุมชน ผู้ปกครองหรือคนในครอบครัวใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสารกับเด็ก เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียน เด็กจึงไม่สามารถสื่อสารกับเพื่อน กับครูที่มาจากถิ่นอื่นได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ภาษามลายูใช้เป็นภาษาที่ใช้โดยทั่วไป จึงเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้คนในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นครูปฐมวัยในพื้นที่จึงมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ กิจกรรมหนึ่งที่เห็นว่าสามารถแก้ไขปัญหาทางด้านภาษาไทยสำหรับเด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้คือ กิจกรรมที่ใช้เพลงในการจัดกิจกรรม และจากการที่ได้ศึกษาความเป็นชุมชนในพื้นที่พบว่าเด็กเล็กในพื้นที่สามารถร้องเพลงภาษามลายูได้ จึงได้มีแนวคิดที่จะศึกษาว่าหากนำเพลงภาษามลายูมาใช้ในการจัดกิจกรรมที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาไทยให้กับเด็กในพื้นที่ น่าจะมีผลสัมฤทธิ์สูง” โดยมีขอบเขตการวิจัยที่เด็กนักเรียนชายหญิง ห้อง 1จำนวน 15 คนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เมื่อย้อนเวลากลับไปกว่า 17 ปีที่แล้วเป็นเพียงผนังห้องทรุดโทรมหลังคามุงจากพอกันแดดกันฝน กระทั่งถึงวันหนึ่งวันนี้ย้อนกลับไปอ่านบางส่วนของเรื่องแรงบันดาลใจที่เธอเขียนถึง และสิ่งที่มุ่งมั่นกระทำมา สิ่งที่พบอย่างหนึ่งนอกจากเพลง 2 ภาษาที่เธอทำเพื่อยกระดับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นภาษาที่ไม่มีกำแพงใดๆขวางกั้น นั่นก็คือหัวใจริเริ่มสร้างสรรค์ของครูผู้ดูแลเด็กเล็กๆคนหนึ่งอันมุ่งมั่นงดงามที่ชื่อดารูนะ ดอเลาะ จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอนนั่นเอง.


(ล้อมกรอบ) การเรียนรู้ .........ด้วยเพลง 2 ภาษา นางสาวดารูนะ  ดอเลาะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ตำบลโคกเคียน  อำเภอเมือง  จังหวัดนราธิวาส แรงบันดาลใจ “...ดิฉันเกิดในแผ่นดินไทยอยู่ปลายสุดของด้ามขวานทอง นั้นคือจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่  สังคมภายนอกก็มองอย่างเหมารวมว่าพวกเราเป็นผู้ก่อการร้ายในพื้นที่  ด้วยความแตกต่างในวัฒนธรรม ประเพณีของพื้นที่ เมื่อดิฉันได้มีโอกาสเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปทัศนศึกษา ตำรวจในกรุงเทพฯ ขอดูพาสปอร์ตแทนที่จะขอดูบัตรประชาชน ดิฉันพูดภาษาไทยได้แทบจะเหมือนกับคนกรุงเทพฯ (เพราะพ่อจะพยายามพูดภาษาไทยกับลูกทุกคนตั้งแต่เรายังเล็ก) เพียงเพราะเขาเห็นว่าเราคลุมหัวเท่านั้นหรือที่เขาหาว่าเราไม่ใช่คนไทย หรือเพราะคนในพื้นที่พูดภาษาไทยไม่ได้ หรือเพราะเรามีชื่อที่แปลกแตกต่างจากพวกเขา หรืออะไรดิฉันก็ไม่อาจเดาใจเขาเหล่านั้นได้ แต่ในฐานะที่ดิฉันเป็นคนไทย และไม่ใช่แขก (เพราะคำว่าแขก หมายถึงบุคคลผู้มาเยือน)  แต่เป็นคนไทยโดยกำเนิด พ่อแม่เป็นคนไทย ปู่ย่าตายาย ก็เป็นคนไทย ทวดก็เป็นคนไทย เป็นมาเจ็ดชั่วโคตรแล้วหรือมากกว่านั้น จึงมีความคิดอยู่ตลอดว่าสักวันคนที่ไม่เข้าใจเหล่านั้นจะต้องเข้าใจและยอมรับว่าพวกเราชาวนราธิวาสก็เป็นคนไทยพูดภาษาไทยได้ ร้องเพลงชาติไทยได้  ดิฉันโชคดีที่พ่อแม่ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติให้เป็นมรดกอย่างมากมาย เพราะพ่อกับแม่บอกเสมอว่าถ้าลูกจะเรียนหนังสือ พ่อกับแม่ยอมไม่ซื้อทอง ยอมไม่สร้างสมบัติอื่นๆ เพียงเพื่อให้ลูกได้สมบัติทางปัญญา เพื่อนบ้านส่วนใหญ่หาว่าพ่อกับแม่ไม่ฉลาดเลยที่ไม่ยอมสร้างสมบัติอย่างอื่นให้กับลูก นอกจากนั้นพ่อยังปลูกฝังลูกๆ ทุกคนว่าให้ช่วยเหลือเพื่อน หรือชาวบ้านตามศักยภาพของตนเอง เคยค้านพ่อว่า “พ่อ......เราไม่รวยจะช่วยเขาได้ยังไง”  พ่อบอกว่า  “มีความคิด มีสติปัญญาก็ช่วยได้แล้ว” จากนั้นตัวเองก็ไม่เคยนึกถึงคำพูดของพ่ออีกเลย จนได้มาเป็นผู้ดูแลเด็ก จึงได้รู้ว่าคำพูดของพ่อ  มีความคิดมีสติปัญญา ก็ช่วยได้ เพราะการมาทำงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหากใครไม่อดทน ไม่เสียสละ ไม่มีใจที่รักเด็กจริงๆ แล้ว อยู่ไม่ได้หรอก การที่จะทำให้ชุมชนหรือชาวบ้านหันมาร่วมมือกับเราไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเราไม่มีความคิด ไม่มีสติและปัญญาในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมดีๆ เพื่อพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเรา จนเป็นที่ยอมรับของชุมชน ซึ่งหมายถึงเราได้ช่วยพัฒนาเด็กเล็กในชุมชนของเราและถือได้ว่าได้ช่วยชุมชนของเราแล้ว...”

อ่านข้อมูลของแว่นแล้วดีมาก ๆ
จันทรา เสาวมาลย์
Posted @October,20 2009 22.08 ip : 222...157

เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับครูผู้ดูแลเด็กคนหนึ่งที่บางครั้งก็ท้อกับงานแต่สำหรับเด็กไม่ท้อนะไม่งั้นอยู่ไม่ถึงป่านนี้หรอก(18 ปี)

แสดงความคิดเห็น

« 3645
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง