ข่าวนโยบายสาธารณะ
คุณยาย "น้องปุ๊บปั๊บ"
คุณยายน้อง “ปุ๊บปั๊บ” คุณรุ่งอรุณ สุวรรณพฤกษ์ คุณยายผู้ดูแลเด็กที่บ้านน้ำกระจาย เทศบาลตำบลพะวง
พ่อแม่สมัยใหม่ เมื่อแยกครอบครัวออกมาก็จำเป็นต้องจ้างคนเลี้ยงดูลูก แม้เมื่อเข้าสู่วัยเรียนในระดับปฐมวัยแล้วหลังจากนั้นก็ใช่ว่าจะมีเวลาให้เต็มที่ การมีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานจึงนับเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง และโชคดีว่าบ้านเราโดยเฉพาะในท้องถิ่นและชุมชน ยังมีสังคมแบบนี้อยู่ แม้เมื่อพ่อแม่ต้องไปทำงาน ปู่ย่าตายายบางคนมีเวลาเลี้ยงดูเต็มที่ แต่ปู่ย่าตายายหลายๆคนก็ใช่จะมีเวลากับส่วนนี้มากนัก ในยุคปัจจุบัน ความจริงตรงนี้เป็นเช่นไร
..................
คุณรุ่งอรุณ สุวรรณพฤกษ์ คุณยายของน้องปุ๊บปั๊บ เด็กชายกันต์ธวรรธ สุวรรณพฤกษ์ วัยสี่ขวบแปดเดือน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นอนุบาลสาม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางดาน เทศบาลตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา บอกว่า การที่พ่อแม่ผู้ปกครองหรือปู่ย่าตายายบอกว่ายุ่งหรือไม่มีเวลา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ปัญหาคืออยู่ที่การเอาใจใส่ดูแลและจะจัดสรรปันแบ่งกันอย่างไรมากกว่า
ในฐานะคุณยายที่โชคดีมีโอกาสได้ดูแลหลานเต็มที่คนหนึ่ง คุณรุ่งอรุณ สุวรรณพฤกษ์ หรือคุณยายน้องปุ๊บปั๊บให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องศูนย์เด็กเป็นประเด็นๆไว้อย่างน่าสนใจ เช่นการที่ศูนย์มีรั้วรอบขอบชิด เป็นตัวเลือกข้อแรกๆ อีกอย่างคือไม่ไกลบ้านนัก เหตุผลคุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่าเรื่องระบบการศึกษาช่วงวัยนี้ ไม่ได้มีอะไรมากมาย
“ในตัวเมืองใช้เวลามาก ที่นี่สะดวกเด็ก สะดวกผู้ปกครอง”เหตุผลส่วนตัวอีกข้อก็คืออยู่ในวัด ซึ่งน่าจะมีส่วนในการให้เด็กได้ซึมซับเรื่องดีๆได้ โดยภาพรวมคือสภาพแวดล้อมดีๆนั่นเอง
แต่ปีหน้าคุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่าจะให้น้องปุ๊บปั๊บเข้าไปเรียนในเมือง เหตุผลเพราะ
“คุณยายอยากเสนอว่าระดับนโยบายน่าจะมีโรงเรียนอนุบาลต่อเนื่องไประดับประถมก็ยิ่งดี”คุณยายน้องปุ๊บปั๊บหมายถึงไม่เฉพาะที่ศูนย์บางดานแห่งนี้ และอธิบายว่าเมื่อเด็กโตขึ้นเป็น “วัยซน” โรงเรียนอนุบาลและชั้นประถมซึ่งอยู่เยื้องอยู่อีกฝั่งติดกัน ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ถนน ไม่มีรั้วรอบขอบชิด รวมทั้งอยู่ใกล้คลอง และสภาพชุมชนแวดล้อมบางอย่างที่เปิดทำให้คำนึงถึงความ “ปลอดภัย”มากกว่าเรื่องอื่นๆ
ต่อข้อถามที่ว่าจะดำเนินการให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีระบบการศึกษาต่อเนื่องอย่างไรนั้น คุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่าทางเทศบาลเองเคยมีการออกแบบสอบถามและพูดถึงอยู่ เพราะชุมชนห้าแยกนี้นับเป็นชุมชนใหญ่ หรือชุมชนเมืองต่อไป น่าจะสร้างส่วนนี้ไว้รองรับ เด็กก็ไม่ต้องเข้าเมือง ต้องเดินทางไกลไปกลับ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องไปรับส่งลูกอะไรต่างๆมากมาย
“เหมือนโรงเรียนน้ำกระจาย ถ้าจะทำให้พัฒนาขึ้นมา ให้เข้มแข็งขึ้นมาแบบโรงเรียนในเมืองอย่างวิเชียรชม ก็น่าจะทำได้ เพราะมีความกว้างใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิด ทั้งนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร รวมทั้งผู้ดูแลเด็ก ผู้ปกครองหลายๆฝ่ายด้วยจะเห็นกันอย่างไร”
คุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกกว่าถ้าทำได้จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้เยอะ ไม่ต้องเสียเวลาเพราะพ่อแม่ผู้ปกครองก็ล้วนพักอาศัยอยู่แถวนี้ ทำงานแถวนี้ ตนเองเห็นเด็กอนุบาลนั่งรถตู้ต้องรีบไปตั้งแต่หกโมงเช้ากว่าจะกลับถึงบ้านสี่โมงเย็น ดูแล้วน่าเห็นใจเด็กๆที่ต้องใช้เวลาไปขนาดนั้นในแต่ละวันๆ
แต่ทั้งนี้ที่สำคัญคือต้องถามว่าเป็นความต้องการของผู้ปกครองอย่างเดียวได้ไหม เพราะเปรียบเสมือนไม้ซี่(งัดไม้ซุง) และถ้าต้องการก็ต้องทำแบบสอบถาม หาความร่วมมืออย่างไร คิดกันออกมาที่แบบว่า...ไม่คอยแต่ภาครัฐอย่างเดียว
คุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่าตนโชคดีที่ลูกๆทั้งสามคนต่างได้ทำงานทำการแล้ว รวมทั้งคุณตาก็ยังทำงานอยู่ จึงมีเวลาได้ดูแลน้องปุ๊บปั๊บซึ่งก็ได้ทุ่มเทดูแลเต็มที่เสมือนลูกอีกคนหนึ่ง
“การดูแลหลานก็เหมือนกัน ถ้าเอาใจใส่จริงๆ รู้จักบริหารเวลา จะพบว่ามีเวลาเสมอ เมื่อดูแลเด็กดีก็จะไม่เป็นการโยนภาระให้กับโรงเรียน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหา มีปัญหาอะไรแก้ได้ก็ต้องแก้ไปจากที่บ้านก่อน”
ที่สำคัญที่หนึ่งคือมีความอบอุ่น ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่ก็ไม่ล้าหลัง ให้ทันสังคม ที่สำคัญอีกข้อคุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่า “ขอให้อยู่ใน(พื้นที่)สงขลา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็เหมือนกัน มีเยอะแยะ เลือกเอา” คุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่าสำหรับศูนย์ที่บางดานก็อยู่ในระดับมาตรฐาน จากการไต่เต้ามา เริ่มดีขึ้นทุกๆปี
“เมื่อก่อนครูก็อยู่ก็สอนกันตามอัตภาพ แล้วค่อยๆมีการพัฒนา อบรม ดูงานอะไรต่างๆกันไป”
เรื่องเกณฑ์มาตรฐานในระดับนี้ถือว่าผ่านและพัฒนาไปตามวัยคุณยายน้องปุ๊บปั๊บย้ำว่าไม่ห่วง แล้วในระบบการเรียนการสอนไม่มีปัญหาเลยหรือ ในฐานะผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง คุณยายเล่าให้ฟังผ่านข้อสังเกตว่า
“หลานมาถามว่าทำไมเวลาเรียนแบบเรียนท่องก.ไก่ ครูบางคน กับ ก.ไก่ครูบางคนไม่เหมือนกัน (ปัจจุบันจะมีแบบเรียนท่องก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก เวอร์ชั่นแบบใหม่ด้วย) ตรงนี้อยากให้เป็นข้อสังเกตในการปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการสอน เช่นถ้าเลือกสอนแบบเก่าก็ให้ใช้แบบเก่าทั้งระบบ ให้เป็นแนวเดียวกัน เพราะบางครั้งเด็กก็จะเกิดความสับสนได้ และการให้เด็กซึมซับภาษาไทยให้ดีนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย ถ้าเริ่มต้นเด็กเค้าไม่ชอบ ไม่จูงใจ ก็จะเป็นการตัดตอนการเรียนรู้บางอย่างของเด็ก ให้เด็กเกิดคำถามว่า “ครูช้างสอนแบบนี้ ทำไมครูแก้วสอนแบบนี้” ยกตัวอย่างเป็นต้น ประเด็นก็คือเรื่องต่างๆควรจะอธิบายได้ถูกต้อง ให้เข้าใจได้อย่างไร ไม่ควรสอนเด็กแบบโกหกเด็ก หลอกเด็กให้เด็กกลัว หรือขู่บังคับโดยไม่มีเหตุผล”
ออกจากรายละเอียดปลีกย่อย คุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่า เป็นไปได้นั้น ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยควรจะมีที่กว้างๆ และทัศนียภาพที่ดี เป็นสวนหย่อมร่มรื่น...
เพราะโรงเรียนบางแห่งในเมืองไม่ถึงกับดีนักก็ยังมีความต้องการไปเรียนกันมาก ถึงขนาดต้องมีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะเสียใต้โต๊ะอะไรกันไป ตรงส่วนนี้คุณยายให้ความเห็นเสมือนทิ้งท้ายไว้ว่า ก็ถ้าแค่เริ่มผู้ใหญ่สร้างมาตรฐานที่ไม่ดีไม่ซื่อเสียเองแล้ว แล้วจะไปบอกใครเขาได้ว่าอย่างไรว่าเรามาปลูกฝังสิ่งที่ดีๆให้กับอนาคตของชาติกันเถอะ
“ถ้าต้องการจะช่วยรัฐช่วยโรงเรียนพัฒนาอย่างไรก็ขอช่วยไปเลย เช่น โดยทำเป็นโครงการอะไรต่างๆที่เป็นประโยชน์ โปร่งใส”
โดยเฉพาะกิจกรรมหรือเรื่องอะไรที่ทำให้เกิดการพัฒนาเด็กพัฒนาการศึกษาของชาติหรือสังคม คุณยายน้องปุ๊บปั๊บบอกว่ายินดีจะช่วยเหลือตามอัตภาพอย่างเต็มที่เต็มกำลังตลอดเวลา.
