การเมือง
สะพานเชื่อมโยงท้องถิ่นกับชุมชน ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย
สะพานเชื่อมโยงท้องถิ่นกับชุมชน ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ชวนชม อ่อนศรี
นักวิชาการกองการศึกษา เทศบาลตำบลพะวง
รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา
การทำงานของนักวิชาการกองการศึกษาเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ระหว่างครูผู้ดูแลเด็กกับหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นเทศบาลตำบล โดยเฉพาะในระดับผู้บริหารที่มีอำนาจในการกำหนดงบประมาณหรือแนวนโยบาย ถ้าหากมีมุมมองที่ได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนอย่างสำคัญ และแนวทางในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยความตั้งใจจริง
........
พี่ชวนชม อ่อนศรี นักวิชาการกองการศึกษา เทศบาลตำบลพะวง เริ่มเข้ามารับตำแหน่งในช่วงต้นปี 2550 (ปัจจุบันย้ายไปรับตำแหน่งบุคลากรที่อบต.จะโหนง อำเภอจะนะ) บอกว่าได้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นที่ได้เข้าไปสัมผัส เห็นว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กับท้องถิ่นนั้นมีช่องว่างอยู่ คือต่างคนต่างทำ
“ผู้ดูแลเด็กไม่ได้รับความสนใจจากท้องถิ่น เมื่อลงไปสัมผัสก็รู้ว่าทำงานกันอยู่แต่เขาเอง คิดอะไรก็ทำไป”
พี่ชวนชมบอกว่าเมื่อการถ่ายโอนอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือช่วงประมาณปลายปี 2544 ปุ๊บ นั่นเท่ากับว่าเป็น “ภารกิจ”ของท้องถิ่น จากที่เคยคิดว่าศูนย์เด็กคงจัดการของเขาเองได้ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับองค์กร หน่วยงานก็ต้องลงไปดูแล
“จริงๆแล้วปัญหาในศูนย์ฯเยอะมาก ถ้าไม่มีกระบวนการลงไปจัดการ การทำงาน หน่วยงานไม่ลงไปควบคุมใกล้ชิด จะให้พัฒนาเท่ากับศูนย์ในเมืองก็ยิ่งยาก”
พี่ชวนชมบอกว่าผู้ดูแลเด็กที่มีหัวคิด มีความต้องการพัฒนาก็มีอยู่ แต่ส่วนใหญ่ที่พบคืออยู่กันแบบเดิมๆ เหมือนที่กล่าวข้างต้น ว่าเมื่อไม่ได้รับการกระตุ้นจากหน่วยงาน
ตัวองค์กร เทศบาลตำบล หรืออบต.ต้องมีบทบาทลงไปกระตุ้นพฤติกรรมครูก่อน เพราะเท่าที่สัมผัสมากว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเช่นนั้น เพียงสิบเปอร์เซ็นต์ที่รู้จักคิดเองทำเองได้
ส่วนหนึ่งก็คือพฤติกรรมที่คุ้นชิน เช้าไปรับเด็กดูแลเด็กแล้วรอส่งกลับ คือกระบวนการไม่หลากหลาย นักวิชาการจะเป็นตัวเชื่อมส่วนนี้ไปสู่หน่วยงาน จากที่ผ่านมาที่ไม่มีใครคอยดึงปัญหาไปสู่ผู้บริหาร ที่มีอำนาจในการตัดสินใจในเชิงนโยบายและงบประมาณ
“เมื่อลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงนั้น ก็ได้กลับมาถ่ายทอดให้ผู้บริหารรับทราบ เพราะถ้ามีคนที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ก็จะเกิดแรงกระตุ้นทำให้มองเห็น ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ถ้าทำแบบแกนๆ ไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง คือทำไปตามหน้าที่ ลงไปดูก็จบภารกิจ การใช้บทบาทอำนาจหน้าที่ตรงนั้นก็ไม่นำไปสู่การพัฒนา”
เมื่อมาคุยกับผู้บริหาร ก็พยายามชี้ให้เห็นว่า ณ วันนี้ศูนย์ฯเป็นภารกิจของท้องถิ่นอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว มองเห็นจุดยืนและเข้าใจได้ว่าท้องถิ่นเอง นัยยะหนึ่งก็คือการเมือง จะมาทำการเมืองเล่นการเมืองตรงนี้ได้อย่างไร ให้ได้ใจพ่อแม่ผู้ปกครอง
“เพราะว่าผู้ใหญ่ ทำทุกสิ่งทุกอย่างก็ทำให้เด็ก ซึ่งเป็นความบริสุทธิ์ ไม่ได้มุ่งหวังอะไร ไม่ใช่เป็นการหาเสียง แต่เป็นการทำงานที่กระตุ้นให้มีมุมมองและเข้าใจว่าเมื่อมองเห็นทุกปัญหาก็สามารถทำได้ เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นผลงงานซึ่งเป็นของผู้บริหาร เช่นจากที่ศูนย์ไม่มีสื่อ ก็แค่ทำง่ายๆ สนับสนุน จัดกระดาษ ลงทุนไม่มาก งบไม่มาก แต่ทำให้เปลี่ยนแปลง”
ความเปลี่ยนแปลงก็คือการพัฒนาที่เกิดขึ้นในยุคผู้บริหารขณะนั้น
การทำงานของฝ่ายนักวิชาการกองการศึกษาในการพัฒนาศูนย์ พี่ชวนชมบอกว่าก็ได้พูดคุยวางแผน ทำบันทึก นำเสนอโครงการ เช่นการปรับปรุงห้องเรียน ก็ถ่ายภาพห้องเรียน จากที่ดูไม่ได้ เงินหนึ่งหมื่นบาท ทำให้ดูดี มองเห็น คือทำมาเรื่อยๆทำแล้วก็นำเสนอ
ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าผู้บริหารยากที่จะลงไปดูในเรื่องเหล่านี้เอง พี่ชวนชมว่าเป็นหน้าที่เราต้องจัดเก็บข้อมูลหลักฐานเสนอให้เห็น มีความคิดที่นำเสนอ ไม่ห่วงว่าจะอนุมัติหรือไม่ แต่ให้มองเห็นปัญหาจริง มีภาพ หลักฐานยันยัน จะสร้างอาคารสถานที่ ที่ล้างหน้าแปรงฟันห้องน้ำอย่างไร เพื่อนำไปสู่แนวคิด ในการปรับปรุง
“ตรงนี้ผู้ปกครองเห็น แล้วเราก็เสริมด้วยกิจกรรมให้เยอะขึ้น เชิญผู้ปกครองเข้าร่วม ผู้บริหารก็ร่วมรับรู้เท่ากับเป็นการเอาใส่ใจ เป็นการประชุมร่วมกัน”
การทำงานเหล่านี้ต้องใช้กลยุทธ์ ขณะเดียวกันสามารถเป็นฐานเสียงฝ่ายการเมืองไปด้วย เพราะว่า “ผลงาน”นั่นเองคือคะแนนเสียงที่แท้จริงพี่ชวนชมว่า
ส่วนใจของคนทำงานด้านวิชาการเอง
“เพียงแต่อยากทำให้เด็กโดยไม่ได้หวังอะไร แต่ต้องคิดไปด้วยว่าทำอย่างไรถึงจะอยู่กับการเมืองได้ จะสร้างโอกาสอย่างไร ถ้าการเมืองไม่เห็นพ้องการอนุมัติก็เกิดขึ้นยาก”
ตรงนี้พบคำตอบอย่างหนึ่งว่างเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น แต่ละส่วนได้ทำงานคล่องขึ้น เพราะก่อนทำอะไรจะต้องมองให้รอบด้านทุกฝ่าย เด็กได้ประโยชน์นั้นอย่างแรก ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง ชุมชนเห็นการเปลี่ยนแปลง
เมื่อทำงานมาระยะหนึ่ง พี่ชวนชมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ว่าทุกครั้งที่เสนออะไรขึ้นไปก็ได้การตอบรับและเห็นความสำคัญ นั่นก็เพียงเริ่มจากจุดเล็กๆ ปรับห้องเรียน โครงสร้างห้องน้ำห้องส้วม แล้วเริ่มจากการขยับไปจัดกิจกรรม ทำให้ที่อื่นได้เห็นก็อยากจัดอยากทำบ้าง
“จะเน้นความเป็นหนึ่งเดียวกัน พยายามย้ำว่าอย่าคิดอย่าทำลำพัง มีอะไรให้เสนอ แจ้งให้ทราบ หรือทำแผนงานให้กับอบต.หรือเทศบาล”
การทำงานของกองวิชาการศึกษาตั้งแต่แรกที่ลงไปสัมผัสแล้วเห็นว่าศูนย์ต้องไม่ต่างคนต่างอยู่ เป็น ก ข ค ง ไม่มีพลัง เหมือนทำงานอยู่คนเดียว จากที่เมื่อก่อนมองไม่เห็นความเป็นพะวง เขาอยากทำอะไรก็ทำแต่กันเอง ไม่มีผู้บริหารลงไปเป็นทีม แรกๆก็มาเชิญให้มาร่วมวันแม่วันเด็ก แต่ไม่เคยนึกถึงผู้บริหาร องค์กร จึงได้นัดประชุมทุกเดือน ปรับความเป็นอยู่ วางรูปแบบการทำงาน เช่นเริ่มตั้งแต่ดูแลเรื่องสวัสดิการให้ผู้ดูแลเด็ก เพราะบางคนก็โวยวายว่าไม่เคยได้เรื่องเหล่านี้ คือเป็นการทำงานแบบให้ใจส่วนหนึ่ง เอาปัญหาที่เจอมาพูดคุยแก้ไข บางครั้งมีปัญหาเดือดเนื้อร้อนใจในการทำงาน ยกหูโทรศัพท์มาแจ้งมาร้องไม่ได้ผลเงียบหายไป ก็นำมาสู่การประชุม โดยในทุกวันทำการแรกของเดือน หลังปิดศูนย์แล้ว จึงเริ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มาเล่าข้อดีข้อเสีย ไม่เจ็ดทิศเจ็ดทางแบบเมื่อก่อน มีการพบปะกัน และเราคือพะวง
“มีคนเก่งตรงนี้เรื่องนี้ ที่ไหนอ่อนด้อย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วงปิดเทอมก็อาจจะถึงคนที่มีศักยภาพในด้านต่างๆมาช่วยถ่ายทอดถึงสิ่งที่ตนเองถนัดให้เพื่อนๆฟัง ทำสื่อให้เพื่อนๆดู คือใช้กระบวนการรวมกลุ่มก่อน แล้วจะเริ่มเผื่อแผ่ออกไปเห็นได้ชัด ไม่แยกแตกกัน ก็จะเกิดเป็นเครือข่าย ทีมงาน ซึ่งในส่วนนี้ฝ่ายวิชาการจะเป็นแค่คนวางแนวทาง แต่จะให้ไปคิดไปทำกันเองว่าได้หรือไม่อย่างไร”
ความชัดเจนอย่างหนึ่งที่พี่ชวนชม อ่อนศรี ในฐานะนักวิชาการศึกษาอยากเห็นอย่างหนึ่งก็คือยังไม่มีการไปสร้างให้ผู้ดูแลเด็กได้มีบทบาทจากองค์กร เป็นบทบาทของผู้นำ ผู้ดูแลเด็กเป็นแค่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งก็สามารถทำได้ดีมีศักยภาพ จะดึงศักพยภาพนั้นมาอย่างไรให้ได้ใจเขามา
“ผู้ดูแลเด็กคือคนสำคัญขององค์กร” ไม่ใช่สำคัญแค่ในศูนย์เด็ก
นักวิชาการแค่ตัวเชื่อม และคนที่เข้ามาทำงานต่อ จำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องในส่วนนี้ด้วย อย่าให้ขาดช่วง ไม่เช่นนั้นก็จะกลับไปสู่อีหรอบเดิมได้ คือผู้ดูแลเด็กก็คิดแค่ว่าอยู่ได้ ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถพัฒนา
ในส่วนหลักของงานศูนย์เด็กจริงๆ กรมส่งเสริม(ส่วนกลาง)ก็มีหนังสือสั่งการเป็นแนวทางบังคับ มีการสนับสนุนส่วนต่างๆอยู่ชัดเจน ไม่ว่าจะเรื่องงบประมาณ ปรับปรุงซ่อมแซม เรียกกว่าได้ทุกปีไม่ตั้งไม่ได้
ส่วนค่าตอบแทนผู้ดูแลเด็ก ท้องถิ่นก็ไม่กระทบ การทำสื่อ หรือค่ารายหัวเด็ก ส่วนกลางก็โอนมาให้ ตรงนี้ท้องถิ่นใช้งบไม่มาก ผู้บริหารเล็งเห็นประโยชน์ ทำให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง เพียงเพิ่มเงินอีกนิดเข้ามาสนับสนุน
“แม้กระทั่ง การจัดตั้งศูนย์ใหม่ๆ เพราะการสร้างโอกาสในการพัฒนาเด็กให้เกิดขึ้นนั้นมีเยอะที่จะดึงงบเข้ามา ไม่ต้องใช้งบท้องถิ่นเอง และแทนที่การใช้งบจะจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ฐานของชุมชนก็กว้างขึ้น เรียกว่า วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย”
พี่ชวนชมบอกว่าที่ผ่านมาตอนนั้นงบสนับสนุนที่ได้อยู่เป็นงบจัดกิจกรรม เช่น เรื่องส่งเสริมสุขภาพเด็ก โดยอธิบายให้เขาฟังได้ว่า มีหน่วยงานมากมายพร้อมสนับสนุน ปัญหาคืออยู่ที่มีคนทำงานหรือไม่ เมื่อคนทำงานพร้อมแล้ว ท้องถิ่นล่ะจะเล่นด้วยหรือไม่ งบอื่นๆก็มีสนับสนุนเข้ามา เกิดผลงานในวงกว้าง “เช่นที่พะวงเอง มีงบสนับสนุนจากคณะทันตแพทย์ มอ.หาดใหญ่ ,สวรส.(ภาคใต้มอ.) ฯลฯ ส่วนนี้ก็คือการทำงานในภาพของพะวง ผู้บริหารก็จะเห็นไปพร้อมกัน และมีวิสัยทัศน์ในเรื่องเหล่านี้” เมื่อมีคนทำจริง ทำให้ผู้บริหารเห็น งานออกสู่ชุมชน ผู้บริหารก็ไม่ปฏิเสธ เด็ก สังคม ชุมชน ผู้ปกครองได้ประโยชน์ ฝ่ายการเมืองก็ได้สร้างงานของเขา นั่นคือเมื่อทำแล้วมองเห็นความตั้งใจก็ไม่ยากที่จะดึงงบประมาณออกมาได้ ซึ่งส่วนนี้ควรจะมีหลากมุมมองออกไป โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาและเพิ่มบทบาทให้กับผู้ดูแลเด็ก ที่พี่ชวนชม อ่อนศรี บอกว่าต้องให้ความสำคัญมากๆ เพื่อดึงศักยภาพส่วนนั้นออกมาอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาเด็กไปพร้อมๆกัน.
