เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ - South Healthy Public Process Network

ข่าวนโยบายสาธารณะ

นอกเหนือมาตรฐาน เกณฑ์การประเมินศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่

by วัฒนชัย มะโนมะยา @July,22 2009 05.05 ( IP : 118...97 ) | Tags : ข่าวนโยบายสาธารณะ

นอกเหนือมาตรฐาน เกณฑ์การประเมินศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่

นงลักษณ์ ศรีชยาภิวัฒน์
คณะกรรมการประเมินศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ อำเภอเมืองสงขลา

รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา


การแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินศูนย์เด็ก นอกจากจะต้องเลือกคนดีมีความรู้แล้ว อาจจะต้องต่อท้ายด้วยคำว่า “รักเด็ก” อีกประการ อีกส่วนคือความหลากหลาย และที่จำเป็นต้องมีคือบุคคลที่เป็นครูผู้ดูแลเด็กเอง ซึ่งมีประสบการณ์ตรง ส่วนเกณฑ์การประเมินรับรองมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กที่น่าอยู่ ได้แก่เกณฑ์ของกรมอนามัย กับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำลังบูรณาการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันอยู่ในปัจจุบัน จริงๆแล้วเป็นหัวใจสำคัญอันดับแรก หรือไม่ใช่เลย อะไรคือสิ่งที่ว่า...

........

ครูเจี๊ยบ นงลักษณ์ศรีชยาภิวัฒน์ ครูผู้ดูแลเด็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดบางดาน ในฐานะคณะกรรมการประเมินศูนย์เด็กเด็กน่าอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา บอกว่าความหลากหลายของคณะกรรมการประเมิน ทำให้สามารถแบ่งงานกันไปทำได้เป็นบางส่วนบางข้อ “ข้อไหนเกี่ยวกับผู้ดูแลเด็ก เราก็รับไป จะได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น บางอย่างเค้าไม่กล้าพูดไม่กล้าบอก”
พี่เจี๊ยบ บอกว่าการทำงานตรงส่วนนี้ก็เปรียบเสมือนทำงานอยู่บนคนหัวอกเดียวกัน เช่นปัญหาจากระดับผู้บริหาร หรือในภาคปฏิบัติที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้ทำงานได้ไม่ดี “สมมุติ มีกิจกรรมแปรงฟัน มีสถานที่แปรงฟันไม่ได้มาตรฐาน ห้องสำหรับแปรงฟันของศูนย์ น้ำอุดตันท่อ หน้าที่ของผู้ดูแลเด็กคือรับผิดชอบให้เด็กแปรงฟัน แต่ปัญหาท่อตันถ้าไม่ได้รับการจัดการโดยเทศบาล ศูนย์เด็กบางแห่งก็ไม่มีศักยภาพที่จะจัดการได้แน่นอน”ครูเจี๊ยบยกตัวอย่างเพียงปลีกย่อยของนานาประเด็นปัญหาให้ฟัง เวลาลงประเมินเป็นทีม ก็จะตรวจสอบนับแต่คณะกรรมการบริหารศูนย์ว่าเป็นใครอย่างไร จำนวนผู้ดูแลเด็กกับเด็กมีสัดส่วนเหมาะสมหรือไม่ เช่นเด็ก 1-3 ปีก็จะมีผู้ดูแลเด็ก หนึ่งต่อสิบ ถ้าอายุสามปีขึ้นไป ก็สิบถึงสิบห้าต่อคน ศูนย์ไหนเกิน จำนวนครูไม่ได้มาตรฐานก็จะเป็นแค่สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น นั่นคือหลักเบื้องต้นทั่วไป “ในฐาะเป็นครูด้วยกันจะรู้เลยว่า เด็กสิบคน ต้องการให้ครูสบตาทุกคน” แต่บางทีหน่วยงานองค์กรเช่นเทศบาลก็อาจจะบอกว่ารับไปเหอะ ไหนจะฝากมากับผู้บริหารบ้างครูเจี๊ยบยกตัวอย่าง “แม้แต่บอกว่ามีเด็กตามเกณฑ์เป็นตัวตั้ง แต่ปัญหาคือดูแลจัดการเด็กได้ไหม รู้ทุกปัญหาตั้งแต่รับเด็กเข้าจนส่งเด็กกลับ แต่ปัญหาจริงๆเรื่องเด็กนั้นซับซ้อน ละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ป่วยไข้ อื่นๆอีก ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถมองปัญหาแบบล้วงลูกได้ แนะนำบางอย่างได้ทันที แต่ถ้าคณะกรรมการประเมินไม่มีผู้ดูแลเด็กด้วยกัน เมื่อประเมินเสร็จก็อาจต้องประชุมต่ออีก”
แต่ตรงนี้ครูเจี๊ยบว่าเราบอกได้เลยว่าที่เห็นๆครูที่นี่ต้องพัฒนาด้านนี้ เป็นต้น “ยกตัวอย่างเด็กบ้านสงขลามีพฤติกรรมก้าวร้าว ต้องดูแลเป็นพิเศษ เมื่อรับมาอยู่เยอะ เพราะครูก็สงสารล่ะ แต่ไม่สามารถปรับพฤติกรรมได้ ดูจากผลงานเด็กว่าได้หรือไม่ได้ ก็จะพิสูจน์ว่าเป็นผู้ดูแลเด็กที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ กิจกรรมที่ทำต้องเหมาะสม ปรากฏว่าเด็กสิบคน อายุสี่ปี แต่ทำผลงานได้ระดับเด็กสามปี นี่คือการอาศัยประสบการณ์ตรงและรวดเร็วในการประเมิน ซึ่งในส่วนนี้กรรมการคนอื่นอาจจะมองไม่เห็นเข้าไม่ถึงโดยตรง” ส่วนนี้ทางคณะกรรมการประเมินจะใช้เป็นข้อมูลบอกไปถึงกรมฯว่า “นี่นะเด็กสงขลามาอยู่ร่วมกันมากไม่ได้ มีพฤติกรรมเลียนแบบ ถอดเสื้อโยน ถอดร้องเท้าขว้าง วีนส่งเสียงดัง มิหนำซ้ำพลอยให้เด็กปกติเป็นด้วย ต้องนำไปสู่การแก้ปัญหา บางครั้งครูไม่รู้ เด็กสงขลาไม่ปรับพฤติกรรม เด็กปกติพลอยถดถอย ก็จะเป็นข้อมูลกลับมาว่าการรับเด็กสงขลาอย่ารีบ ให้ศูนย์ละควรไม่เกินสามถึงห้าคน เพราะเด็กสงขลาต้องแยกให้เด็กปกติหล่อหลอมเขา” ประเด็นที่ครูเจี๊ยบพูดถึงก็คือการประเมินที่ดีต้องเข้าใจปัญหาบางอย่างลึกซึ้ง จึงนำไปสู่การแก้ไขปัญหาบางอย่างได้จริงและรวดเร็วทันการณ์ ครูเจี๊ยบย้ำบอกว่าการทำงานผู้ดูแลเด็กคือการสร้างคน อันดับแรก ต้องเริ่มต้นที่ตัวครูเอง
“ง่ายๆ เช่นการเก็บของเล่น ถ้าเราปล่อยให้เด็กเล่นโดยไม่เก็บของเล่น เด็กทิ้งขยะเพ่นพ่าน ก็จะบ่งบอกได้ว่าการเอาใจใส่ดูแลอบรมเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งว่าไปแล้วส่วนต่างๆเหล่านี้ต้องการให้ความสำคัญมากกว่าระดับประถม มัธยมเสียอีก เพราะเด็กอายุหนึ่งถึงสามขวบ เป็นการฝึกนิสัย หน้าต่างแห่งโอกาสถูกปิด จนกว่าจะไปเจอกัลยาณมิตร”
การทำหน้าที่ตรงนี้ของผู้ดูแลเด็กเป็นการปั้นเด็กที่ดีในอนาคตได้ครูเจี๊ยบว่า “ของบางอย่างปล่อยได้ มีเกณฑ์บางอย่าง ไม่ใช่เกณฑ์หมดทุกข้อ เพราะส่วนใหญ่ ทำตามเกณฑ์ แต่ส่วนอุดมการณ์ จิตวิญญาณของความเป็นครู ผู้ดูแลเด็ก ศูนย์บางศูนย์จะเรียบร้อยพรึ่บ! ไปไกลกว่าเกณฑ์ แต่เพราะเด็กคือชีวิตทั้งชีวิตเขา ใช้เวลาวันเดียววัดผ่านไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่เท่ากับการเป็นมืออาชีพ การเป็นคนที่มีจิตสำนึกในการสร้างคนจริงๆ ให้สมกับการเป็นอาชีพที่ไม่ธรรมดาน่าเคารพ” เมื่อลงไปประเมิน ในส่วนของเราเองไม่ใช้เกณฑ์มาเป็นหลักใหญ่
“เพราะนักวิชาการ คนอื่นมารู้กับเราเหรอ ว่าจริงๆเราทำอะไรกับเด็กอย่างไร สมมุติว่าเด็กถูกขู่ให้นอน บอกว่าตำรวจจะมาจับ เดี๋ยวผีจะหลอก เด็กนอนสงบ เชื่อฟังครู เรื่องนี้ถามว่าอยู่ในเกณฑ์ไหม ไม่ได้อยู่ แต่ครูหลอกเด็กสอนเด็กอยู่แบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วการทำให้เด็กนอนหลับได้มีตั้งหลายอย่าง ร้องเพลง เล่านิทาน เพราะถูกขู่ทำให้เด็กขี้ขลาดตลอดชีวิต กลายเป็นการปลูกฝังให้เป็นคนไม่มีเหตุผล” ในฐานะเราเป็นครูเราจะปล่อยให้เด็กเป็นแบบนั้นเหรอ คือคำถาม

“ท้ายที่สุดแล้วถ้าเราเข้าใจทุกมิติ ตั้งแต่รับเด็กเข้ามาจนกลับบ้าน มีอะไรเกิดขึ้น ว่าบางเรืองไม่กล้าพูด มีปัญหากับฝ่ายบริหาร นักวิชาการ ก็บอกทีมประเมิน โดยไม่ทำให้เป็นเรื่องเสียหาย แต่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา ระดับจังหวัดต่อไป เช่น ศูนย์จ้างปีต่อปี กำลังใจเขามีเต็มที่ไหม เราก็จะนำเรื่องที่สะท้อนมาเหล่านี้ไปบอกทีมผู้บริหาร ให้เค้าดูว่าจ้าหนึ่งปีหรือสี่ปี อันไหนดี ก็ทำให้ปรับเปลี่ยนการจ้าง หรือนโยบาย”

ได้ข่าวว่าคณะกรรมการประเมินอำเภอเมือง ทีมงานทำงานกันน่ารัก ทำงานจริง เพราะอะไร “เรา...ทำงานประเมินเพื่อพัฒนา ไม่ใช่จับผิด ครูต้องการพัฒนา จะจัดหลักสูตรให้เขาที่บ้าน ในฐานะผู้ดูแลเด็กน่าจะจัดปีละกี่วัน” ในทีมทำงานเข้าทาง ใจเดียวกัน “อย่างน้อยสามสี่คน แบ่งงานลงไป หนึ่งอาทิตย์ ซึ่งอย่างมากสองศูนย์ต่อวัน คือเช้ากับบ่าย ทำให้ทีมงานทำงานช้า เพราะประเมินจริงๆ แก้ปัญหาไปด้วยจริงๆ ปัญหาบางอย่าง เช่นเรื่องบางอย่างปลีกย่อย ข้อมูล แบบบันทึก ทำให้เหมือนกับบ้านเราเอง ตรงนั้นมีไม่มีอะไร บอกทีมประเมิน” ในฐานะผู้ดูแลเด็กที่มาเป็นคณะกรรมการประเมินศูนย์ ครูเจี๊ยบ นงลักษณ์ ศรีชยาภิวัฒน์ บอกว่าแม้จะเห็นปัญหาว่าต้องนำไปไปเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิบัติได้อย่างไร แต่ถ้าไม่สามารถนำไปสู่นโยบายได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ ไหวไหม วิธีการทำงานบางอย่างจึงต้องล้วงลึกปัญหออกมา อันไหนผ่านก็ได้ อันไหนที่ได้ ไม่ได้ นั่นหมายความถึงอนาคตของชาติ
“จะว่าไปเมืองไทยเราไม่ให้ความสนใจผู้ดูแลเด็ก หรือให้ความสำคัญก็แบบแกนๆ แม้กระทั่งครูอนุบาล ซึ่งต้องให้ความสำคัญถึงระดับจิตวิญญาณ สังคม เพราะถ้าพลาดการพัฒนาเด็กปฐมวัยไปจากตรงนี้ ก็จะเป็นการพลาดไปตลอดชีวิต...”

ศูนย์เด็กเล็กกับการป้องกันโรคติดต่อ
บงกช
Posted @October,26 2009 16.59 ip : 118...127

การดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กเป็นเรื่องสำคัญมาก  ปัจจัยที่สำคัญอีกประการคือ การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค  ซึ่งกลุ่มโรคติดต่อทั่วไป สคร.12 สงขลา ได้ดำเนินการมาแล้ว รูปแบบทำให้สามารถคัดกรองโรคและลดการป่วยลงได้ มีงานวิจัยรองรับ  ได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่นของกระทรวงสาธารณสุข  แต่ยังขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณในการผลักดันให้ครอบคลุม

แสดงความคิดเห็น

« 3645
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง