กิจกรรม
รายงานกิจกรรม"ทัวร์หนูน้อยนักปั้น"
ตลอดกิจกรรมตั้งแต่เช้าถึงบ่ายพวกเขาได้รู้จักเรื่องราวความเป็นมาและแง่มุมต่างๆของความเป็นท้องถิ่นและชุมชนของตน ด้วยความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจนอกห้องสี่เหลี่ยมอันคุ้นเคย แม้ด้วยสีหน้าที่อิดโรยระโหยอ่อน และท่ามกลางแดดร้อนเหงื่อพร่างไหล เด็กๆหลายคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าหากห้องสมุดจัดกิจกรรมอย่างนี้ก็จะมาเข้าร่วมอีก
ผู้นำชุมชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งมีตั้งแต่วัยหนุ่มสาวและผู้สูงวัย แต่ละท่านแม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าบ้าง แต่ต่างก็มีความกระฉับกระเฉงเบิกบานใจที่ได้เห็นกิจกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นในชุมชน
จุดเริ่มต้น
8.00 น. ที่บ้านหนังสือ
รวมพลคนรักบ้านเกิด
รู้หรือยังว่าบ้านหนังสือคืออะไร..มีที่มาที่ไปยังไง
ยืมมาจากห้องสมุด..ครับ
ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่คลาคล่ำไปด้วยเด็กๆในแต่ละชุมชนภายในห้องสมุดนั้น มีเสียงของเด็กคนหนึ่งตอบคำถามพี่แมว ณัฐฑวรรณ อิสระทะ จากชุมชนขี้แป้ง หน้าการเคหะฯ ซึ่งวันนี้ได้พาเด็กๆในชุมชนมาเข้าร่วมกิจกรรมกัน 4-5 คน ทำให้บรรยากาศของกิจกรรมเช้าวันนี้เริ่มมีสีสันสนุกสนานเฮฮาขึ้นมา
จเร บุญตามช่วย แนะนำบ้านหนังสือให้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่า ที่นี่มีมุมหนังสือการ์ตูน ภาพวาดระบายสี และของเล่นทั่วไปรวมทั้งของเล่นพื้นบ้านให้เด็กๆมาเล่นได้ทุกวัน มีทีวีและวีดีโอเปิดการ์ตูนหรือสารคดีที่น่าสนใจให้ดู มีมุมและเรื่องราวของท้องถิ่นชุมชนคนบ้านเรา รวมทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือทั่วไปให้ค้นคว้าหาอ่านและหยิบยืม และมีกิจกรรมต่างๆของห้องสมุดให้ทุกๆคนมาเข้าร่วมได้ และ..วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ไปสนุกสนาน เรียนรู้การปั้นเซรามิคกัน
หลังจากจัดระเบียบแถว พี่โส โสรยา คงแก้ว ก็เขียนป้ายชื่อคล้องคอให้เด็กที่มาเพิ่มอีก 4 คน พี่แมวให้จับกลุ่ม แนะนำตัวทำความรู้จักพอคุ้นเคยกัน ซักซ้อมเส้นทางที่จะเดินกันไป และอธิบายกิจกรรมคร่าวๆในวันนี้กันอีกครั้งแล้ว อ.พิชัย ศรีใส ก็มาบอกเล่าว่าระหว่างทาง ประมาณ 2 กิโลเมตรที่จะเดินกันไปวันนี้จะพาเด็กๆทั้งหลายไปรู้จักอะไรกันบ้าง หลังจากนั้น ทัวร์หนูน้อยนักปั้น อันประกอบไปด้วยเด็กๆในแต่ละชุมชน มีตั้งแต่เด็กเล็กชั้นประถมหนึ่งจนถึงเด็กโตชั้นประถมหก ซึ่งอยู่คนละโรงเรียนคละกันไป กว่า 40 คน ผู้นำชุมชน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 10 กว่าคนก็ได้เวลาเคลื่อนขบวนออกจากบ้านหนังสือไปตามเส้นทางและหมายกำหนดการ
ตามหมายกำหนดการกิจกรม ทัวร์หนูน้อยนักปั้นโดยคร่าวๆ
08.00-08.30 น. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมกันที่ บ้านหนังสือ(ตรงข้ามทางเข้าวัดหาดใหญ่ใน) บอกเล่าทำความรู้จักบ้านหนังสือ
08.30-09.30 น. ออกเดินทางด้วยเท้า แวะทำความรู้จักท่าหาดใหญ่ ชมโรงทำขนมจีนเก่า คลอง ร.1 ฯลฯ
09.30-11.30 น. เรียนรู้การปั้นเซรามิค ณ โรงปั้นเซรามิค
11.30-12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยงที่สวนธรรมสากล พร้อมฟังบทเพลงขับจากผู้เฒ่าในชุมชน
12.30-13.00 น. เล่นการละเล่นพื้นบ้าน
13.00-13.30 น. ชมและเรียนรู้เรื่อง บ้านดินที่สวนธรรมสากล เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
8.30 น. เคลื่อนพลไปแวะที่ท่าลุงทอง
ห้วงแห่งแหลงกำเนิดเมืองหาดใหญ่
ขบวนแถวเรียงหนึ่งของเด็กๆ ที่มีผู้นำแต่ละชุมชนเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล แบ่งออกเป็นกลุ่มๆละ 6-8 คน ถือป้ายผ้าทัวร์นักปั้นน้อย ป้ายรณรงค์สิ่งแวดล้อม,รักบ้านเกิด,ป้องกันยาเสพติด ฯลฯ แนบไปกับลำตัวทยอยเดินเลียบเลาะฟุตบาทถนนใหญ่หน้าตลาด ประมาณ 50 เมตร ก่อนถึงเชิงสะพาน แล้วเลี้ยวขวาลงไปทางซอยโว๊คก็ถึงท่าหาดใหญ่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือ ซึ่งปัจจุบันเป็นสนามเด็กเล่นริมคลองอู่ตะเภาของชุมชนตลาดพ่อพรหม
อ.พิชัย ศรีใส เล่าให้ฟังว่าที่นี่สมัยก่อนคือท่าหาดใหญ่ ตรงบริเวณที่ต้นไทรใหญ่ยืนต้นอยู่นี้เรียกว่าท่าศาลาลุงทอง เป็นท่าเรือที่สำคัญในอดีต คนที่สัญจรไปมาทางน้ำจะมาขึ้นฝั่งที่นี่ และชาวบ้านร้านตลาดก็จะโดยสารเรือข้ามฟาก จนกลายเป็นศูนย์กลางการคมนานม และแหล่งทำมาค้าขายอันรุ่งเรือง ถือว่าเมืองหาดใหญ่ในปัจจุบันมีแหล่งกำเนิดจากที่นี่
ที่ฝั่งตรงข้าม บริเวณชุมชนหลังอำเภอ ในปี 2460 รัชกาลที่ห้า เคยเสด็จมาพักประทับแรมหนึ่งคืนก่อนที่จะล่องเรือทางชลมารคไปพำนักที่เกาะยอ ที่นี่สมัยหนึ่งเมื่อครั้งรุ่งเรืองมากกองทัพจากเมืองไทรบุรีเคยบุกมาเผาทำลายชิงเมือง กระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เคยเป็นที่ตั้งฐานทัพของญีปุ่น และได้มาสร้างสะพานข้ามคลองเป็นสะพานเหล็กแทนสะพานไม้เล็กๆซึ่งเป็นสะพานคอนกรีตอยู่ในปัจจุบัน
คลองอู่ตะเภานี้มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรีไหลลงสู่ทะเลที่ปากทะเลสาบสงขลา มีความยาวจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ 120 กิโลเมตร ที่ตรงนี้นับเป็นตอนกลางน้ำ ส่วนอู่ตะเภาที่เป็นชื่อคลองนั้นมาจากเรือสำเภาใหญ่จากประเทศจีนซึ่งขนถ้วยชามรามไหมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในฝั่งสุวรรณภูมิในครั้งกระนั้น ได้มาจอดซ่อมเรือรั่วที่บริเวณวัดอู่ตะเภานั่นเอง
08.45 น. เคลื่อนขบวนผ่านตลาด 100 ปี
ร่องรอยอารยะของตลาด และวิถีชุมชน
หลังจากบรรยายทำความรู้จักชื่อบ้านนามเมืองต่างๆแล้วก็พาเด็กๆเดินผ่านไปทางตลาดพ่อพรหมซึ่งเคยเป็นตลาดที่รุ่งเรืองมาแต่ครั้งอดีตกาลกว่า 100 ปีที่แล้ว เป็นตลาดนัดในวันเสาร์อาทิตย์ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะล่องเรือนำสินค้าปลาผักขึ้นมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน (ปัจจุบันเป็นตลาดนัดค่ำวันศุกร์และตลาดเช้าวันอาทิตย์)
บริเวณชุมชนแห่งนี้ยังมีหลายๆที่ยังคงร่องรอยวิถีเก่าๆ เช่นลักษณะบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ ร้านตัดผม ร้านน้ำชา ซึ่งผสมผสานอยู่กับวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ขณะเดินขบวนผ่านไปเด็กๆหลายคน(รวมทั้งผู้ใหญ่)อดเหลือบไปดูไอติมโบราณที่จอดขายอยู่ริมถนนด้วยน้ำลายสอไม่ได้
ขบวนแถวเดินผ่านตลาดพ่อพรหมไปเลี้ยวซ้ายที่ซอยห้าครึ่ง บนถนนเริ่มร่มรื่นกับแมกไม้รายทางมากขึ้น บ้านเรือนปลูกชิดติดกันเป็นตึกน้อยลง เดินไปอีกนิดหนึ่งติดกับถนนฝั่งขวามือก็ถึงที่ตั้งร้านทำขนมจีนเก่าแก่นับเป็นร้านทำขนมจีนดั้งเดิมเจ้าเก่าแห่งแรกของเมืองหาดใหญ่ ชื่อร้านขนมจีนแม่นุ้ย ที่ยังทำขนมจีนขายอยู่กระทั่งปัจจุบัน เด็กๆเข้าไปห้อมล้อมดูเครื่องทำขนมจีน ฟังป้านุ้ยเล่าและสาธิตวิธีทำขนมจีนจากเครื่องให้ดูคร่าวๆ มีรางโม่แป้ง แล้วเทลงเครื่องราง ด้านล่างมีกระทะขนาดใหญ่ 2 ใบใส่น้ำรองไว้ เมื่อแป้งเทเข้าเครื่องโม่ เส้นขนมจีนขนาดเล็กขาวสดก็ส่ายเส้นลงไปนอนในก้นกระทะ ร้านนี้ทำมากว่า 40 ปีแล้ว โดยขายทั้งปลีกและส่งกิโลกรัมละ 12 บาท และขายส่งที่สิงคโปร์และมาเลย์เชีย กิโลละ 10 บาท โดยเริ่มทำตั้งแต่ตีสี่ ก่อนเด็กๆและคณะทัวร์เราจะทยอยกันออกมาบางคนซื้อขนมจีนติดไม้ติดมือกันมาด้วยคนละกิโลสองกิโล
เลี้ยวขวาไปข้างหน้าอีกนิด มีร้านขนมจีนเก่าอีกร้านหนึ่ง ให้เด็กๆเข้าชมและแวะพักดื่มน้ำเติมพลังกันก่อนจะออกเดินทางต่อไปอีกไม่กี่สิบก้าวก็ถึงบริเวณคลอง ร.1
09.45 น. คนค้นคลอง คลอง ร.1 ไม่ใช่คลองรัชการที่ 1
คลอง ร.1 เป็นคลองขุดใหม่ลำดับที่ 1 ของเมืองหาดใหญ่ เด็กๆหลายคนตอบคำถามอ.พิชัย ไปในทางเดียวกันหมด เหมือนที่ใครหลายๆคนเข้าใจว่าคลอง ร.1 นั้นหมายถึงคลองรัชการที่ 1 ซึ่งจริงๆแล้ว ร.1 นั้นย่อมาจากคลองระบายน้ำที่ 1 คลองนี้มีความยาว...ขุดเมื่อปี...ตามแนวกระแสพระราชดำริที่ให้ไว้เมื่อครั้งที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2543 นั่นเอง
อ.พิชัย เล่าว่าบริเวณนี้เรียกว่าทุ่งควนลัง และสมัยก่อนมีเสือมากโดยเฉพาะเสือที่เรียกว่าคางคูด ที่หน้าควน มีเกาะน้ำรอบ เมื่อคนเดินทางโดยเท้ามาถึงบริเวณนี้ก็จะรู้ว่ามาถึงตลาดใหญ่แล้ว
หลังจากแต่ละคนยืนเต๊ะท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่บนสะพานแล้ว ขบวนแถวซึ่งเริ่มจะโยกโย้โยเยกันไปบ้างเล็กน้อย ก็ค่อยๆทยอยเดินต่อไป โดยมีพี่จเรคอยกระตุ้นเร้าจัดระเบียบแถวและปลุกกำลังใจให้น้องๆหนูว่าทริปหน้าจะพาไปเที่ยวน้ำตกกัน และอีกเพียงอึดใจเดียวก็จะถึงโรงปั้นแล้ว
เดินเลาะลัดตัดเลี้ยวไปอีกไม่น้อยก็มาถึงบริเวณปั้นเซรามิคในอาณาบริเวณที่มีรั้วรอบและซุ้มทางเข้าดูร่มรื่นด้วยแมกไม้ อาคารและศาลาเรือนไทย เด็กหลายคนนั่งพักหย่อนกันก่อนแบ่งกลุ่มทยอยแยกย้ายเข้าไปดูเขาทำเขาปั้นเซรามิคกัน
10.25 น. โรงปั้นเซรามิค ปั้นดินให้เด็กดู เรียนรู้ด้วยทัศนศิลป์
พี่หนุ่ย ปิยะ ช่างปั้นแป้นหมุน ซึ่งปั้นพวกแจกัน ถ้วย จาน ต่างๆ ปัจจุบันแยกตัวออกไปเปิดร้านปั้นของตัวเองที่หน้าวัดโคก ได้มาสาธิตการขึ้นรูปและปั้นให้เด็กๆที่ล้อมวงเข้ามาดูอย่างสนอกสนใจ
แจกันดินเหนียวหมุนพลิ้วยักย้ายรูปทรงไปตามมือที่ลูบแต่งแลน่าดูน่าสนใจทำ พี่หนุ่ยบอกว่าการปั้นด้วยแป้นหมุนนี้จะปั้นได้เฉพาะภาชนะที่เป็นทรงกลม และอธิบายน้องคนหนึ่งว่าการปั้นวัวปั้นควายปั้นรูปสัตว์ต่างๆเป็นการขึ้นรูปแบบอิสระ
"งานพวกนี้เป็นงานที่ใช้มือทำหรืองานแฮนด์เมด คนทำต้องมีทักษะฝีมือพอสมควร และที่สำคัญต้องมีสมาธิและใจรักด้วย" พี่หนุ่ยบอกกับน้องๆไปพลางขณะมือสองก็ประคองดินปั้นบนแป้นหมุนไปพลาง
ส่วนเซรามิคส่วนใหญ่จะเป็นเงาเบ้าบล็อก ที่นี่จะมีพนักงานทำส่วนนี้ประจำอยู่ 4 คน คือพี่นา พี่แตง พี่บอย และมณ ซึ่งจะทำทุกอย่างตั้งแต่ทำดินหล่อ ซึ่งเป็นดินดำธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นดินที่นครศรีธรรมราช และต้องพาไปแยกทรายที่โรงงานกรุงเทพฯ ก่อนส่งเป็นกระสอบๆละ 50 กิโลกรัมกลับมาทางรถบรรทุกรถละ 10 ตัน ราคากระสอบละ 400-500 บาท
ดินดำพวกนี้เป็นดินที่ใช้สำหรับงานหล่อโดยเฉพาะซึ่งจะมีคุณสมบัติที่แห้งเร็วด้วย ส่วนดินขาวใช้เฉพาะน้ำสลิปหรือน้ำดินเหลวใช้สำหรับงานหยอดแต่งลงเบ้า เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะเอาเข้าเตาเผาดินประมาณ 6-7 ชั่วโมง ก่อนจะเอาเข้าอบเคลือบสีอีก 10 ชั่วโมง งานเซรามิคแบบบล็อกนี้ก็จะมีตั้งแต่งานรูปสัตว์ การ์ตูน ถ้วย แก้ว หรือที่รองกาแฟ ซึ่งมีองค์กรหรือห้างร้านต่างๆมาสั่งทำด้วย
พี่ผดุง ผดุงเกียรติ รัตนศรี เจ้าของโรงปั้นเซรามิค เล่าว่าก่อนที่จะมาทำโรงปั้นที่นี่ กิจการนี้ครอบครัวทำกันมา 5-6 รุ่นแล้ว ที่ริมฝั่งน้ำจังหวัดนครปฐม โดยทำแบบอิฐเผาแดงจำพวกกระถางต่างๆ ต่อมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วมีโรงปั้นเซรามิคเกิดขึ้นและแข่งขันกันมาก พี่ผดุงและครอบครัวจึงได้อพยพโยกย้ายมาทำโรงปั้นเล็กๆใกล้ๆกับสวนธรรมสากลพร้อมกับสอนเด็กๆที่สนใจไปพลางเป็นการหาลูกมือไปในตัว
เมื่อเริ่มมีถนนตัดผ่านบ้านเรือนคนสัญจรไปมามากขึ้นจึงได้ขยับขยายมาในอาณาบริเวณเนื้อที่ 1 ไร่เศษซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่อาศัยกระทั่งได้ขยับขยายทำเป็นโรงปั้นในปัจจุบัน
ตลาดที่ส่งขายได้ส่วนมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้แก่ภูเก็ตกับเกาะสมุย เมื่อ 4-5 ปีก่อนเคยทำส่งออก แต่เนื่องจากมีความจำกัดเรืองแรงงาน เงินทุนรวมทั้งตลาดเวียดนามก็เปิด การแข่งขันมีสูงจึงได้เลิกไป ส่วนมากลูกค้าก็จะบอกกันปากต่อปากเมื่อมีออกงานแสดงต่างๆแล้วลูกค้าทั้งศูนย์ราชการ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวสนใจก็จะบอกกันปากต่อปากกันมาก ที่หาดใหญ่เองไม่ใช่ตลาดเพียงแต่เปิดให้คณะทัวร์จากมาเลย์ สิงคโปร์ มาดูมาเยี่ยมชมว่าที่นี่ก็มีโรงปั้นเซรามิคและงานปั้นฝีมือของพื้นบ้านอยู่เหมือนกัน
เด็กๆหลายคนนั่งดูพี่ๆทำด้วยความสนอกสนใจเป็นพิเศษ หลายๆคนตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นอาคารซึ่งเต็มไปด้วยรูปปั้นเซรามิคหลากแบบสี หลายคนเกือบอดไม่ได้ที่จะหยิบจับขึ้นมาดู แม้มีเวลาน้อยและจำนวนมากเกินไปที่จะให้เด็กๆได้เรียนรู้อะไร แต่พี่ผดุงและพี่แมวก็มีความยินดีที่จะให้เด็กๆมาเรียนรู้ใหม่ เพียงแต่ต้องจำกัดจำนวนสักไม่เกิน 10 คนถึงจะพอดีๆ และเด็กๆจะได้อะไรจริงๆ
11.30 น. พักเที่ยงกินข้าวห่อใบตอง
ฟังร้องเพลงขับ เล่น แสดง ที่ลานสวนธรรมสากล
มาถึงบริเวณลานสวนธรรม เด็กๆหลายคนนั่งทอดตัว คอตก เป่าลมรดเหงื่อที่หน้าอกอยู่หอบฮักๆ แต่ก็ได้ยิ้มกริ่มเมื่อข้าวห่อใบตอง-ผูกเชือกกล้วย ทยอยส่งมาถึงมือแต่ละคนๆ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนอย่างไม่ขาดพร่อง ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตามด้วยกล้วย และเงาะอีกถุงใหญ่
ระหว่างกินข้าวห่อกันแล้วเสร็จ ป้าเชื้อ สุขใส ก็มาร้องเพลงขับให้ฟัง โดยเลือกร้องในท่อนที่สอนเด็กเล็กให้กตัญญูรู้คุณบิดามารดา และการหาคู่ครองเรือน เป็นท่วงทำนองการร้องสอนที่ฟังไพเราะกินใจในน้ำเสียงและคมคำ
ถ้าหาเมีย ต้องมองเสียให้แน่ อย่ารบแม่ เดี๋ยวเดือดร้อนภายหลัง..เอ๋อ
ความยาวและเนื้อคำร้องจะเป็นไปในท่วงทำนองนี้ แต่ป้าเชื้อบอกว่าสำหรับเด็กๆก็อีกแบบ ร้องให้วัยรุ่นฟังก็อีกแบบ ร้องให้สามีฟังก็อีกแบบ ป้าเชื้อจะร้องให้ลูกผัวฟังเวลาน้อยใจ เวลาทะเลาะกัน ดีกันก็จะผูกเป็นกลอนร้องออกมาเอง บางทีก็เอามาจากหัวข้อคำกลอนคติเตือนใจต่างๆมาผูกร้อยเข้าด้วยกัน
ป้าเชื้อเล่าว่าสมัยเด็กๆยากจนไม่มีตังค์จึงไปรับจ้างอ่านหนังสือ คำกลอน บทอาขยาน นิทานเพลง ต่างๆให้เขาฟังพอได้ค่าขนม ต่อมาก็เกิดความเพลิดเพลินถึงไม่ร้องให้ใครฟังก็นั่งร้องเล่นไปคนเดียว และก็ได้พลอยใช้ในชีวิตประจำวัน ร้องเป็นคำกลอนสอนลูกหลาน เพื่อนบ้านรบกันมาปรึกษาก็ร้องเพลงให้ฟังพอสบายใจ
สูอิรบกันไซร่ มีอะไรดีขึ้นมา มาดีกันดีหวา อย่าโกรธต้าจะไม่งาม..เอ๋อ
ป้าเชื้อยังร้องได้ทั้งเพลงเรือ เพลงกล่อมเด็ก เพลงบอก เพลงลำตัด นอกจากนี้ยังชอบอ่านชอบศึกษาหนังสือธรรมะข้อคติเตือนใจต่างๆ และมีความรู้ทางโหราศาสตร์ ดูเส้นสายลายมือ ดูโชคชะตาราศี เคราะห์ดวงได้อีกด้วย โดยเฉพาะตอนที่ไปบวชชีอยู่ได้แต่งเพลงพวกนี้ไว้มากมาย เนื่องจากมีสมาธิดี
ปัจจุบันป้าเชื้ออายุ 53 ปีแล้ว แต่สำหรับเพลงที่เคยร้องเล่นแต่เมื่อครั้งยังเด็กน้อยก็ยังจดจำมาจนขึ้นใจและนับวันจะร้องออกมาจากห้วงหัวใจ บอกกล่าวเล่าแสดง สอนลูกสอนหลาน สอนใจเตือนใจคนผ่านถ้อยเพลงพื้นบ้านสำหรับชาวบ้านจริงๆที่นับวันจะหาฟังที่ไหนไม่ได้ง่ายๆอีกแล้ว
หลังบทเอื้อนเพลงขับสิ้นเสียงลง เส้นสีไวโอลินจากน้องเคนในบทเพลง ฝั่งชลก็ประเลงขับกล่อมให้ยางใหญ่ที่เรียงต้นยืนอยู่บนลานอิฐปูพลิกไหวกิ่งใบโอนเอนตาม ประสานเสียงนกเจื้อยแจ้ว และอาณาบริเวณให้เผลอเคลิบเคลิ้มแม้จะเป็นเพียงแค่มือสมัครเล่นก็ตาม หลังจากนั้นความบันเทิงเริงใจจากการละเล่นเกมของเด็กก็สร้างสีสันบรรยากาศให้สนุกสนานผ่อนคลาย
กินข้าวกันเมื่อกี๊อร่อยไหมพี่โต้ โตมร อภิวันทนาการ จากกลุ่มละครเร่มานี-มานะ ถามน้องๆเด็กๆก่อนนำเล่นเกม
อร่อย..ครับ/ค่ะเด็กๆตอบพร้อมเพรียง
แล้วสังเกตเห็นอะไรไหม ว่าข้าวที่เรากิน อืม..ห่อด้วยอะไร
ใบตอง มัดด้วยเชือกกล้วย
พี่โต้เฉลยว่าพลาสติคนั้นกว่าจะใช้เวลาย่อยสลายนั้นนานถึง 400-500 ปี โฟมนั้นแทบไม่ย่อยสลายเลย ส่วนใบตอง และเชือกกล้วยนั้นใช้เวลาไม่นานวันก็กลับคืนไปเป็นปุ๋ยให้ธรรมชาติ แล้วไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม
แล้วคนเรามีอายุถัวเฉลี่ยกันคนละกี่ปีพี่โต้ถามน้องๆต่อ
ร้อยปีครับ
โอ้โห..อายุยืน ไม่ถึงมั้ง โดยประมาณก็ 70-90 ปี
ซึ่งเราต้องเกิดและตายกันไม่รู้กี่ครั้งกว่าพลาสติคจะย่อยสลายได้ วิธีทำลายก็คือเผาทิ้ง ซึ่งจะสร้างมลภาวะทำให้โลกร้อนอีก ฯลฯ
หลังจากนั้นก็เป็นการเล่นเกม พี่ๆ มีพี่จเร พี่โส พี่นุ้ย พี่แก้ว พี่แมว และพี่จัน ก็ลงไปร่วมสนุกเล่นเกมกับเด็กๆ เกมลมเพลมพัด ผึ้งแตกรัง และมดขนไข่ เป็นเกมที่ละลายพฤติกรรมที่จะฝึกให้เด็กมีความตื่นตัวในการฟัง รู้จักใช้คำสั่ง และเกมก็สร้างความคุ้นเคย โดยดึงความสนใจไปที่กติกา ให้รู้จักช่วยเหลือ และพร้อมที่จะเป็นมิตรกัน
ส่วนการละเล่นพื้นบ้านนะเรอะ! เห็นเด็กๆเค้าแอบเล่นกันระหว่างพักตามอัธยาศัยโน่นแล้ว รู้สึกจะเห็นเล่นลิงชิงหลัก งูกินหาง และรีๆข้าวสารกันอยู่ประปราย ผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ประสงค์จะออกนามบางท่านแอบกระซิบให้ฟังดังนั้น
13.00 น. เรียนรู้ดู บ้านดิน บ้านดินไม่ใช่แค่บ้าน และไม่ใช่แค่ดิน
ใต้เงาร่มครึ้มของแมกไม้และสวนยางแก่ๆ บริเวณสวนธรรมสากล ศาลาโรงธรรมในเนื้อที่ไม่กว้างขวางนัก เด็กบางคนนอนคว่ำหน้าเท้าคางอยู่ข้างเพื่อนๆ ดูวีซีดีขั้นตอนการทำบ้านดิน และเด็กบางคน เช่น น้องกิ๊ฟ กับน้องเก๋ ออกมายืนจดเนื้อหาและลอกรูปบางรูปลงกระดาษอย่างสนใจจากแผ่นชาร์ทเรื่องราวบ้านดินหลากรูปทรงที่แขวนไว้ข้างๆโรงธรรม
ก่อนได้รับทุนการทำโครงการบ้านดินจากเครือข่ายพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งชาติ (พอช.) เมื่อปีที่แล้ว เอก ภักดี สุยะพันธ์ วิทยากรบ้านดิน เดินทางไปช่วยเพื่อนมูลนิธิงานอาสาฯต่างๆมาแล้วกว่า 3 ปี สำหรับกิจกรรมบ้านดินที่ทำที่ปักษ์ใต้บ้านเราก็มีป้อมทหารที่ธารโต ยะลา กับที่วัดปากบางภูมี อำเภอรัตภูมิ สงขลา
เอกบอกว่าที่เขามาทำโครงการเรื่องการสร้างบ้านดินนี้ เป้าหมายไม่ใช่การสร้างบ้านดินขึ้นมาสักหลังหนึ่ง กระทั่งไปจนถึงการคิดคำนวณว่าจะสร้างบ้านดินให้สวยให้เป็นรีสอร์ตเป็นเชิงพาณิชย์ได้อย่างไรท่ามกลางยุคสมัยอะไรทำนองนั้น หากแต่บ้านดินคือส่วนประกอบหรือเครื่องมือที่ทำให้คนได้ลงมือทำ ระหว่างขั้นตอนการทำคือการเรียนรู้อะไร ดินคืออะไร การสร้างทำ ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย พึ่งตนเองคืออะไรแค่ไหน ถ้าจะสร้างบ้านดินสักหลังหนึ่งควรจะทำแบบใด สำหรับความเหมาะสมของตนเอง เพราะชีวิตสมัยใหม่นั้นมีแต่คนหยิบยื่นให้ อย่างสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรร หรือของกินของใช้ ซึ่งคนสมัยใหม่เด็กๆสมัยนี้แทบจะไม่รู้แล้วแม้กระทั่งว่าไก่ ปลา นั้นมาจากไหน รู้ว่ามาจากแม็คโคร โลตัส ไก่มาเป็นน่อง ปลามาเป็นแว่น แม้แต่ฝรั่งเองก็น่าสงสาร เอกเล่าให้ฟังว่าคนฝรั่งเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่รู้แล้วว่าปลาไซม่อนแท้เป็นอย่างไร ถ้าเขาเอาปลาฉลามมาให้กินก็ไม่รู้ เอกยกตัวอย่างถึงโจน จันใด คนที่ใช้ชีวิตสมถะและเป็นวิทยากรบ้านดินที่ปลูกบ้านดินอยู่อาศัยให้ฟังว่า เมื่อเขาอยู่อย่างสมถะได้ ปลูกผักปลูกพืชกินเอง แม้จะยากจน แต่ เขาก็จะรู้ว่าเข้าโรงพยาบาลน้อยลง เพราะกินอาหารไม่มีสารพิษ ชีวิตมีความสุขฯลฯ สาระสำคัญของบ้านดินจึงไม่ใช่แค่บ้าน และไม่ใช่แค่ดิน
จากนั้นก็พาเด็กๆและผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปดูบ้านดิน ซึ่งน่าจะเหลืออยู่หลังเดียวในหาดใหญ่ ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ปกครึ้ม บ้านดินหลังขนาดย่อมอายุกว่า 5-6 ปี การตกแต่งรูปทรงดูสวยงามและคงทนอยู่แม้จะไม่มีผู้อยู่อาศัยดูแลประจำก็ตาม ความพิเศษอย่างหนึ่งของบ้านดินก็คือเวลาหน้าร้อนก็จะเย็นสบาย เวลาหน้าหนาวก็จะอบอุ่นดี พี่วิรัชช์ มินทรานนท์ ชุมเทศาฯบอกว่าคนอยู่บ้านไม้นั้นน่าสังเกตว่ามักเจ็บไข้ไม่สบายน้อยกว่าคนอยู่บ้านปูน เป็นเพราะการได้สัมผัสถึงกับเนื้อแท้ของธรรมชาติก็เป็นได้นั่นเอง
13.45 น. ความรักไม่เสื่อมคลาย ขออยู่และขอตาย บ้านเกิดเมืองนอน
ก่อนแยกย้ายกันกลับ ทุกคนมาถ่ายรูปหมู่รวมกันที่หน้าบ้านดิน กิจกรรมครั้งนี้แม้กะท่อนกะแท่นบ้างในหลายๆขั้นตอน ภายในเวลาครึ่งวัน ทุกๆคนได้ร่วมเรียนรู้ ยิ้ม หัวเราะ สนุกสนานเฮฮา อ้าวร้อนและเมื่อยล้าบ้าง หากทว่ากิจกรรมที่สานสัมพันธ์คน ในชุมชน เด็กๆ ในพื้นที่และห้วงเวลาหนึ่งนี้คือความรู้สึกใหม่ๆที่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกสัมพันธภาพอันแตกต่างออกไป จากความคุ้นเคยเดิมๆที่ซ้ำซ้ำจำเจ อยู่ในโลกสมัยใหม่ที่เราจะต้องดิ้นรนต่อสู้จนไม่มีแม้กระทั่งเวลาให้กัน การได้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านเรื่องราวของชุมชน อย่างมีสาระและบันเทิงเช่นนี้คือความงดงามและความประทับใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนในวันนั้นแล้ว
ป้าจัน จากชุมชนหน้าวัดหาดใหญ่ในบอกว่า ในชุมชนมีปัญหาเรื่องยาเสพติดมาก การจะไปแจ้งไปบอกกันตรงๆบางครั้งไม่ได้ผลและไม่ปลอดภัยได้ ทางเทศบาลจึงพยายายามรณรงค์ให้จัดกิจกรรมต่างๆขึ้นในชุมชนโดยให้ชุมชนเสนอของบประมาณขึ้นไป การได้พาเด็กๆในชุมชนมาในวันนี้ถึงแม้ไม่ได้อะไรมากมายนักแต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ชักชวนให้เขาถอยห่างออกมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีตั้งแต่วันนี้แล้ว
พี่ฟูอาด หนิมุสา ประธานจากชุมชนริมควน ซึ่งนำเด็กๆในชุมชนมา 4-5 คนในวันนี้บอกว่าเด็กกลุ่มนี้เวลามีกิจกรรมอะไรก็จะสนใจสมัครมาเข้าร่วมเสมอๆ ซึ่งพี่ฟูอาดก็จะพาไปไหนมาไหนเวลามีกิจกรรมโดยตลอด น่าเสียดายว่าเด็กๆมุสลิมซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของชุมชนริมควนติดเรียนหนังสือปอเนาะกันจึงไม่ได้มาเข้าร่วมกิจกรรม
ลุงวิเชียร จากชุมชนหลังอำเภอ เป็นตัวแทนผู้แทนชุมชน กล่าวปิดท้ายฝากถึงเด็กๆที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ว่าการเข้าร่วมกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ทำให้เราได้รู้จักความมีระเบียบวินัย ได้รู้จักรักสามัคคีกัน และได้เห็นว่ามีอะไรบ้างอีกเยอะแยะในบ้านเราที่ดีกว่ายาเสพติด ฯลฯ
ก่อนแต่ละคนจะแยกย้ายกันกลับ เอก ภักดี บอกว่าเขากำลังมีโครงการเปิดสอนการปั้นดินให้แก่เด็กๆ ในละแวกบ้านที่สนใจมาเรียนรู้ยามว่าง อาจจะคอร์สละ 4-5 คนก็พอ ให้เขาได้รู้จักสุนทรียะและความเพลิดเพลินของชีวิต แบบง่ายๆและกันเอง เขาบอกว่าถ้าเด็กมาเยอะ ก็จะไม่เปิดมากไปกว่านั้น ..ให้เด็กๆเค้าอยากเรียนรู้ขึ้นมาก่อน
ระหว่างนั่งรถกลับไปกับเด็กๆชุมชนขี้แป้งของพี่แมว หลังจากแต่ละคนคุยหยอกล้อกันอย่างไม่หยุดปากอยู่ๆน้องกิ๊ก น้องเคน น้องเกรียง และน้องนัท ก็อยากร้องเพลงกันขึ้นมา
..จะอยู่แดนใด ไม่เหมือนบ้านเรา//จะโศกจะเศร้า//บ้านเราก็สบาย//ถึงบ้านไม่โตนัก..ความรักไม่เสื่อมคลาย//ขออยู่และขอตาย..บ้านเกิดเมืองนอน..
ท่ามกลางฝ้าฝนที่ปรอยสายลงมาแผ่วๆ รถแล่นคืบจากชานเมืองเข้าสู่ป่าคอนกรีตอีกครั้ง ก่อนถึงจุดหมายปลายทาง เพลง บ้านเกิดเมืองนอนถูกร้องขึ้นอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง ซ้ำแล้วและซ้ำเล่า ทอดจังหวะและท่วงทำนองออกมาจากหัวใจของเด็กๆที่แสนจะเบิกบาน...
Relate topics
- วันเด็ก 10 มค. นี้ ไปร่วมงาน "ครอบครัวสร้างสุข ร้อย รัด มัด ห่อ" กันเถอะ
- รพ.หาดใหญ่ เปิดศูนย์ประสานงานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ
- มอ.หาดวิชาการหาดใหญ่ 2006 รวมสุดยอดงานวิจัย ปาล์ม-ไบโอดีเซล สู่การแก้ปัญหาพัฒนาชุมชนใต้
- กิจกรรมการท่องเที่ยวอนุรักษ์ ตอน ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งคาบสมุทรสทิงพระ
- เยาวชนตรัง-นครฯ เรียนรู้นโยบายรัฐ
วัฒนชัย มะโนมะยา
พเกเ
wuttipong
111